ก็องเต้เดี้ยง! เชลซีเร่งเครื่องวาง “วิลเลี่ยน” ตัวจริงบุกยิงพาเลซ

แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ เชลซี ต้องเร่งทำแต้มเพื่อยึดตำแหน่ง "ท็อปโฟร์" ความพร้อมจะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บแนวรุกไว้ใจ วิลเลี่ยน บัญชาทัพลุย ทางด้าน คริสตัล พาเลซ ของกุนซือ รอย ฮ็อดจ์สัน ผลงานอยู่ในช่วงขาลงพ่ายมา 3 เกมติดมี วิลฟรีด ซาฮา เป็นตัวทีเด็ดเช่นเคย ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันอังคารที่ 7 ก.ค. นี้
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2563
คริสตัล พาเลซ (14) – เชลซี (4)
ถ่ายทอดสด : ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล HD (00.00 น.)
สนาม : เซลเฮิร์สท์ พาร์ค

    รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือคริสตัล พาเลซ พาทีมแพ้เลสเตอร์ 0-3 ในเกมล่าสุด เป็นการแพ้ 3 นัดติด

    ความพร้อมเกมนี้ ลุงรอย ยังไม่มี มาร์ติน เคลลี่, เจมส์ ทอมกิ้นส์ และ เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ ที่เดี้ยงยาวทั้งหมด 

    แต่แกนหลักรายอื่นๆ อย่าง แกรี่ เคฮิลล์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, วิลฟรีด ซาฮา, จอร์แดน อายิว และ คริสติย็อง เบนเตเก้ ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม
 
    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซีพาทีมชนะวัตฟอร์ด 3-0 ในเกมล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 4 ในรอบ 5 เกม

    สภาพทีมเกมนี้แลมพ์สต้องขาด เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เจ็บแฮมสตริงในเกมเปิดบ้านอัด วัตฟอร์ด ทำให้นัดนี้ไม่มีชื่ออยู่ในทีม ส่วนทาง มาเตโอ โควาซิช ที่เจ็บเอ็นร้อยหวาย เช่นเดียวกับ จอร์จินโญ่ ที่สภาพร่างกายไม่เต็มร้อย

    แต่แกนหลักรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อันเดรียส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, รอสส์ บาร์คลี่ย์, เมสัน เมาน์ท, วิลเลี่ยน และ คริสเตียน พูลิซิช ยังพร้อมช่วยทีมทั้งหมด    

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม         

    คริสตัล พาเลซ (4-5-1) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, แกรี่ เคฮิลล์, มามาดู ซาโก้, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ – จอร์แดน อายิว, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, ชีกู กูยาเต้, วิลฟรีด ซาฮา – คริสติย็อง เบนเตเก้  

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า – รอสส์ บาร์คลี่ย์, รูเบน ลอฟตัส-ชีค, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์,คริสเตียน พูลิซิช 

ผู้ตัดสิน : เดวิด คูท

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

วัน/เดือน/ปี รายการ ผลการแข่งขัน

09/11/19    พรีเมียร์ลีก    เชลซี 2 – 0 คริสตัล พาเลซ   
30/12/18    พรีเมียร์ลีก    คริสตัล พาเลซ 0 – 1 เชลซี   
04/11/18    พรีเมียร์ลีก    เชลซี 3 – 1 คริสตัล พาเลซ   
11/03/18    พรีเมียร์ลีก    เชลซี 2 – 1 คริสตัล พาเลซ   
14/10/17    พรีเมียร์ลีก    คริสตัล พาเลซ 2 – 1 เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

คริสตัล พาเลซ

04/06/20 แพ้ เลสเตอร์ 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
30/06/20 แพ้ เบิร์นลี่ย์ 0-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
25/06/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 0-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/06/20 ชนะ บอร์นมัธ 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/03/20 ชนะ วัตฟอร์ด 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

เชลซี

04/06/20 ชนะ วัตฟอร์ด 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
02/07/20 แพ้ เวสต์แฮม 2-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
28/06/20 ชนะ เลสเตอร์ 1-0 (เยือน) เอฟเอ คัพ
26/06/20 ชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/06/20 ชนะ แอสตัน วิลล่า 2-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

เชลซีเป่าปากบุกเชือดพาเลซ แซงเลสเตอร์ขึ้นที่3ชั่วคราว

"สิงห์บลูส์" ไม่พลาดสามแต้มสำคัญหลังบุกไปอัด คริสตัล พาเลซ หวุดหวิด 3-2 ส่งผลให้ เชลซี มีเพิ่มเป็น 60 คะแนนแซง เลสเตอร์ ขึ้นอันดับ 3 ชั่วคราว ส่วน "ดิ อีเกิ้ลส์" ฟอร์มแย่ไม่หายแพ้เป็นที่ 4 ติดต่อกัน ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เซลเฮิร์สท์ พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 34 เจ้าบ้าน "ดิ อีเกิ้ลส์" ทีมอันดับ 14 แพ้มา 3 เกมติดแล้ว นัดล่าสุดบุกไปแพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-3 นัดนี้รับการมาเยือนของ เชลซี อันดับ 4 ที่ต้องการแต้มเพื่อรักษาตำแหน่งท็อปโฟร์ ซึ่งฟอร์มล่าสุดของ "สิงห์บลูส์" นั้นไล่ต้อนเอาชนะ วัตฟอร์ด 3-0

    รอย ฮ็อดจ์สัน ส่งสามแนวรุกทั้ง จอร์แดน อายิว, คริสติย็อง เบนเตเก้ และวิลฟรีด ซาฮา เป็นทีเด็ด ขณะที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซีเกมนี้ไร้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่บาดเจ็บ ส่งไอ้หนู บิลลี่ กิลมอร์ ลงทำหน้าที่แทน ส่วนแนวรุกเป็น วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช 

        เริ่มเกมมาไม่ถึงสองนาที  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ออกบอลพลาดเตะบอลไปเข้าทาง เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ฉวยโอกาสยิงไกลกว่า 40 หลาแต่บอลหลุดกรอบออกไปไม่ได้ลุ้น

    แต่กลายเป็น เชลซี ที่บุกมานำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ รีซ เจมส์ เปิดขึ้นหน้าไปที่ว่างให้ วิลเลี่ยน วิ่งฉีกหนี แกรี่ เคฮิลล์ ก่อนอดีตแนวรับสิงห์บลูส์จะโชคร้ายบาดเจ็บกล้ามเนื้อจนล้มลงไปทำให้ วิลเลี่ยน หลุดเข้าไปในกรอบแล้วหักมาง่ายๆให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ยิงเข้าไป

    นาทีที่ 8 รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือเจ้าถิ่นต้องเปลี่ยนตัวโดยด่วนส่ง มามาดู ซาโก้ ลงไปเล่นแทน แกรี่ เคฮิลล์ ที่บาดเจ็บ

    นาที 27 สิงห์บลูส์ พังสกอร์หนีห่างเป็น 2-0 บอลจาก วิลเลี่ยน เล่นชิ่งกับ เมสัน เมาน์ท ก่อนที่ วิลเลี่ยน จะจ่ายออกซ้ายมาให้ คริสเตียน พูลิซิช กระชากหนี โจเอล วอร์ด ก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งแรงเบียดเสาแรกเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    ทีมเยือนยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 32 ลูกทีมของ แลมพาร์ด เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม จากจังหวะที่ คริสเตียน พูลิซิช ตะลุยบอลเข้ามาในกรอบแล้วจ่ายออกซ้ายให้ วิลเลี่ยน ซัดไปติดเซฟของ บิเซนเต้ กวาอิต้า

    นาที 34 คริสตัล พาเลซ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จนได้ พาทริค ฟาน อานโฮลท์ จ่ายไปติดแข้งสิงห์บลูส์ ก่อนบอลมาเข้าทาง วิลฟรีด ซาฮา กลางสนามก่อนตั้งป้อมซัดไกลกว่า 30 หลาบอลพุ่งติดไซด์ก้อยหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เข้าไปชนิดงามหยด

    จบครึ่งแรก คริสตัล พาเลซ ตามหลัง เชลซี 1-2

    ครึ่งหลัง นาที 48 บิลลี่ กิลมอร์ แย่งบอลจากกลางสนามได้ก่อนบอลไปถึง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ลองสับไกยิงด้วยขวานอกกรอบแต่ยิงบดและเบาออกหลังไป

    ทีมเยือนโอกาสจะแจ้งไม่มีเท่าไหร่นัก นาที 54 รีซ เจมส์ ครอสไปในกรอบให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 65 แลมพาร์ด เปลี่ยน2คนรวดส่ง รูเบน ลอฟตัส-ชีค และแทมมี่ อบราฮัม ลงมาแทน รอสส์ บาร์คลี่ย์ และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

    นาที 71 สกอร์ของเชลซีทะยานนำห่าง 3-1 รูเบน ลอฟตัส-ชีค จ่ายบอลทะลุแผงหลังให้ แทมมี่ อบราฮัม ซัดด้วยขวาเสียบโคนเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาด

    ทว่าอีกนาทีถัดมา เจ้าบ้านมาพังประตูไล่มาเป็น 2-3 จากจังหวะขึ้นเกมเร็วทางด้านซ้าย เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ เปิดเข้าไปให้ ฟาน อานโฮลท์ หลุดเข้าไปปาดบอลให้ คริสติย็อง เบนเตเก้ ยิงโล่งๆเข้าไปอย่างง่ายดาย

    ท้ายเกม นาที 86 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สี่หลัง เมสัน เมาน์ท ซัดไกลสุดสวยแต่บอลยังโดน บิเซนเต้ กวาอิต้า ปัดออกไปได้

    จบเกม คริสตัล พาเลซ พ่ายให้ เชลซี 2-3 ส่งผลให้ "ดิ อีเกิ้ลส์" แพ้เป็นเกมที่ 4 ติดต่อกัน ขณะที่ "สิงห์บลูส์" คว้าสามแต้มแซงเลสเตอร์ ซิตี้รั้งอันดับ 3 ชั่วคราวก่อน โดยมี 60 คะแนน และเหลือการแข่งขันอีก 4 นัดที่เหลือ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม         

        คริสตัล พาเลซ (4-3-3) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, แกรี่ เคฮิลล์, สกอตต์ แดนน์, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ – เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, ชีกู กูยาเต้ – จอร์แดน อายิว, คริสติย็อง เบนเตเก้, วิลฟรีด ซาฮา   

    ผู้จัดการทีม : รอย ฮ็อดจ์สัน

        เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า – รอสส์ บาร์คลี่ย์, บิลลี่ กิลมอร์, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, คริสเตียน พูลิซิช 

    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : เดวิด คูท

 

ผียิ้มหวาน! ยาโมเลนโก้ซัดชัย-เวสต์แฮมฮึดหนีตายแซงดับเชลซี

อังเดร ยาโมเลนโก้ กลายเป็นฮีโร่ซูเปอร์ซับให้ "ขุนค้อน" หลังซัดประตูชัยในนาทีที่ 89 พาทีมแซงเอาชนะ เชลซี 3-2 คว้าสามแต้มล้ำค่าหนีโซนตกชั้นขึ้นมาอยู่อันดับ 16 มี 33 คะแนน ส่วน "สิงห์บลูส์" ชวดโอกาสแซง เลสเตอร์ ขึ้นอันดับ 3 แม้จะรั้งอันดับ 4 แต่โดน "ปีศาจแดง" ไล่จี้มาเหลือแค่สองคะแนน ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 32 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : ลอนดอน สเตเดี้ยม

    "สิงห์บลูส์" เชลซี ลงเล่นเกมที่ 32 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งหากแมตช์นี้ทำศึก "ลอนดอนดาร์บี้" บุกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หากลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด คว้าสามแต้มได้จะแซง เลสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ทันที หลังทัพ "จิ้งจอก" ที่แข่งไปก่อนหน้านี้บุกไปพ่าย เอฟเวอร์ตัน 1-2

    เกมนี้เจ้าบ้าน "ขุนค้อน" วาง มิคาอิล อันโตนิโอ เป็นหน้าเป้ามี มานูเอล ลันซินี่ และ ปาโบล ฟอร์นัลส์ ปั้นเกม ส่วนทีมเยือน เชลซี ที่ใช้ผู้สนับสนุนคาดหน้าอกเสื้อใหม่ วางสามประสานแนวรุกเป็น วิลเลี่ยน, แทมมี่ อบราฮัม และคริสเตียน พูลิซิช

    เปิดฉากมาได้แค่ 5 นาทีแรก "สิงห์บลูส์" ทักทายก่อนเลยหลัง แทมมี่ อบราฮัม จ่ายให้ มาร์กอส อลอนโซ่ อัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไม่ผ่านมือ ลูคัส ฟาเบียนสกี้

    ยังเป็นทีมเยือนที่ครองบอลได้เหนือกว่า นาทีที่ 10 ได้โอกาสลุ้นขึ้นนำอีกหลัง วิลเลี่ยน กระชากบอลหนี โทมัส ซูเช็ก ปั่นด้วยขวาไปเข้าตัว ฟาเบียนสกี้

    "ขุนค้อน" ตอบโต้บ้าง นาที 13 แนวรับเชลซีออกบอลพลาดก่อนบอลจะมาถึง เดแคลน ไรซ์ จ่ายต่อให้ มิคาอิล อันโตนิโอ กระชากบอลแหวกเบียดกับ รือดิเกอร์ เข้าไปซัดหลุดกรอบอย่างน่าเสียดาย

    นาที 19 เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แทงบอลต่อให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตะบันด้วยขวาเต็มแรงนอกกรอบ แต่บอลยังพุ่งไปตรงตัว ฟาเบียนสกี้ อีกนาทีถัดมา คริสเตียน พูลิซิช ลองยิงด้วยขวาบ้างแต่บอลกดไม่ลงเหินคานออกไป

    นาที 34 จาร์ร็อด โบเว่น เปิดเตะมุมไปเสาแรกโดน มาเตโอ โควาซิช สกัดไม่ดีกลายเป็นชงไปเสาไกลบอลตกพื้นก่อนที่ โทมัส ซูเช็ก จะส่งบอลข้ามตัว มิคาอิล อันโตนิโอ เข้าประตูไป ทว่าผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจาก VAR ก่อนเป่าไม่ให้ "ขุนค้อน" ได้ประตูเนื่องจาก มิคาอิล อันโตนิโอ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อน

    จากนั้น นาที 41 กลายเป็นเจ้าถิ่นต้องมาเสียจุดโทษ หลัง อิสซ่า ดิย็อป ไปขวางการเล่นของ คริสเตียน พูลิซิช ล้มลงในเขตโทษ มาร์ติน แอตกินสัน ชี้เป็นจุดโทษทันที และเป็น วิลเลี่ยน ที่ยิงเข้าไปไม่พลาด ให้ เชลซี บุกมานำ เวสต์แฮม 1-0

    ทว่า "ขุนค้อน" ไม่ยอมง่ายๆ ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 มาได้ประตูตีเสมอ 1-1 สำเร็จ จากจังหวะเตะมุมทางฝั่งขวา จาร์ร็อด โบเว่น เปิดมาเสาไกลให้ โทมัส ซูเซ็ค ขึ้นเบียด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ก่อนเทกตัวโขกบอลข้ามเส้นซุกตาข่ายไป

    จบครึ่งแรก เวสต์แฮม เสมอกับ เชลซี 1-1

    กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง แค่นาทีที่ 51 เวสต์แฮม มาแซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ต่อบอลขึ้นเกมมาอย่างสวย เดแคลน ไรซ์ จ่ายเข้าไปในกรอบให้  มิคาอิล อันโตนิโอ พลิกบอลจะยิงแต่โดน อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เหนี่ยวล้มลงผู้ตัดสินไม่ว่าอะไร บอลได้เปรียบไปถึง จาร์ร็อด โบเว่น ปาดเลียดมาให้ อันโตนิโอ ที่วิ่งมายิงด้วยขวาส่งบอลเข้าก้นตาข่าย

    นาที 58 "ขุนค้อน" ได้ลุ้นเม็ดที่สาม จากจังหวะสวนกลับเร็ว จาร์ร็อด โบเว่น แทงบอลขึ้นหน้าให้ มานูเอล ลันซินี่ เลี้ยงเข้ากรอบก่อนจะปั่นด้วยขวาเหินคานไปแบบได้เสียว

    ลูกทีมของ แลมพาร์ด โหมบุกอย่างหนัก นาที 56 ได้ลุ้นจากฟรีคิกทางด้านขวา เมสัน เมาน์ท ที่เพิ่งลงมาเปิดเข้าไปในกรอบให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตัวสำรองเช่นกันโขกแต่บอลลอยโด่งไปเข้ามือ ฟาเบียนสกี้

    กระนั้น นาที 72 เชลซี มาตามตีเสมอ 2-2 ได้สำเร็จ จากจังหวะฟรีคิกกว่า 25 หลาหน้ากรอบ วิลเลี่ยน วิ่งมาปั่นข้ามกำแพง บอลโค้งเบียดเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาด

    อีกสองนาทีถัดมา คริสเตียน พูลิซิช เกือบพาสิงห์แซงขึ้นนำหลังรับลูกของ มาร์กอส อลอนโซ่ ก่อนจะซัดด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งเลียดถากเสาแรกอย่างน่าเสียดาย

    นาที 80 เจ้าบ้านตอบโต้มาอีกที คราวนี้เกือบได้ลุ้นอีกหลัง แจ็ค วิลเชียร์ แทงบอลลอดขาไปแฉลบรือดิเกอร์ก่อนมาเข้าทาง มิคาอิล อันโตนิโอ หลุดเข้าไปซัดติดตัว ฟาเบียนสกี้ ก่อนบอลจังหวะสุดท้ายจะมาชนตัว อันโตนิโอ ออกหลังไปเอง

    เกมทำท่าจะจบด้วยการแบ่งแต้ม แต่จังหวะสวนกลับของเจ้าถิ่น  มิคาอิล อันโตนิโอ ออกบอลให้ อังเดร ยาโมเลนโก้ หลุดเดี่ยวเข้าไปก่อนจะกระชากหนี อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ซัดผ่านมือเกป้าเสียบมุมอย่างเฉียบขาดให้ทีมแซงขึ้นนำ 3-2

    จบเกม เวสต์แฮม งัดฟอร์ดเด็ดเอาชนะ เชลซี 3-2 เก็บสามแต้มสำคัญ เพิ่มโอกาสรอดตายมากขึ้น ส่วน เชลซี ชวดขึ้นที่ 3 ยังรั้งอันดับ 4 มี 54 คะแนนตามหลัง เลสเตอร์ หนึ่งแต้ม และมากกว่าอันดับ 5 แมนฯยูฯ 2 คะแนนเท่านั้น

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

     เวสต์แฮม (4-2-3-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – ไรอัน เฟรเดอริกส์, อิสซ่า ดิย็อป, แองเจโล่ อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์ – โทมัส ซูเซ็ค, เดแคลน ไรซ์ – จาร์ร็อด โบเว่น, มานูเอล ลันซินี่, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ

        เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรียส คริสเตียนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาร์กอส อลอนโซ่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – วิลเลี่ยน, แทมมี่ อบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช

    ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

บาร์คลี่ย์ตะบันชัย! เชลซีบุกอัดเลสเตอร์หวิว ทะยานตัดเชือกเอฟเอคัพ

รอสส์ บาร์คลี่ย์ กลายเป็นซูเปอร์ซับของ "สิงห์บลูส์" หลังลงมาต้นครึ่งหลังซัดประตูชัยพา เชลซี บุกไปเฉือนเอาชนะเจ้าถิ่น เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศที่เวมบลี่ย์ ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่รอบที่แล้วเบียดเอาชนะ เบอร์มิงแฮม 1-0 เข้ามาพบกับ เชลซี ซึ่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายไล่ตบเอาชนะ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีกมา 2-0

    ครึ่งแรก นาที 14 เจ้าบ้านเกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน บอลจาก เบน ชิลเวลล์ เปิดเตะมุมเข้าไปหน้ากรอบให้ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ โขกเน้นๆแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่

    อีก 6 นาทีถัดมา นายด่านสิงห์บลูส์ต้องออกแรงเซฟอีก เมื่อ ยูริ ตีเลมันส์ อัดด้วยซ้ายนอกกรอบไปติดมือ กาบาเยโร่ ปัดออกหลังอีกที

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง โอกาสดีที่สุดของทีมเยือนเมื่อ เมสัน เม้าน์ท จ่ายบอลให้ คริสเตียน พูริซิช ตะบันด้วยขวาแต่บอลยังโดน คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล พุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    ท้ายครึ่งแรก นาที 45 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ แทงบอลให้ เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่อดีตหัวหอกสิงโตคำรามดันยิงเหินออกหลังไปแบบหมดลุ้น จบครึ่งแรก ยังเสมอกัน 0-0

    ครึ่งหลัง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เปลี่ยนรวดเดียว 3 คนถอดเอา รีซ เจมส์, บิลลี่ กิลมอร์ และเมสัน เม้าน์ท ออกแล้วส่ง เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, มาเตโอ โควาซิช และรอสส์ บาร์คลี่ย์ ลงเล่นแทน

    นาที 63 กลายเป็น "สิงห์บลูส์" ทะยานขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ วิลเลี่ยน ครอสด้วยเท้าขวาไปเสาแรกให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัวสำรองสอดมายิงไม่ถึง 6 หลาเข้าไป

    ทีมเยือนโหมบุกอย่างต่อเนื่อง นาที 66 บาร์คลี่ย์ รับบอลจาก พูลิซิช ก่อนจะซัดด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ ชไมเคิ่ล

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ปรับทัพส่ง เดเมราย เกรย์ ลงมาแทนที่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ขณะที่ "สิงห์บลูส์" ของแลมพาร์ดถอดเอา วิลเลี่ยน ออกแล้วส่ง เปโดร ลงเล่นแทน เช่นเดียวกับ คริสเตียน พูลิซิช ออกแล้วให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค เล่นแทน

    นาที 85 มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดเซ็ตพีซมาในกรอบ 6 หลาให้ ซากลาร์ โซยุนชู โขกหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 89 ทีมเยือนพลาดได้เม็ดที่สองนำห่าง หลัง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัดบอลได้ก่อนโต้กลับเร็วให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ก่อนที่ ลอตตัส-ชีค จะจ่ายคืนให้ บาร์คลี่ย์ ตะบันไกลเต็มแรงแต่บอลไปตรงตัว คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล เซฟออกหลังหวุดหวิด

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ แพ้คาบ้านให้ เชลซี 0-1 ทำให้ "สิงห์บลูส์" ตีตั๋วเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
       
    เลสเตอร์ : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, จอนนี่ อีแวนส์, ซากลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ – อโยเซ่ เปเรซ (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.57), ยูริ ตีเลมันส์, เดนนิส ปราต (ฮัมซ่า เชาฮ์ดรี้ น.57) , ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เดเมราย เกรย์ น.76) – เจมี่ วาร์ดี้

    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    เชลซี : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์ (เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า น.46), อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คัวร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน – บิลลี่ กิลมอร์ (มาเตโอ โควาซิช น.46), เอ็นโกโล่ ก็องเต้เมสัน เมาท์ (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.46) – วิลเลี่ยน (เปโดร น.78), แทมมี่ อับราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.72)    

    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

สิงห์กำลังฮอต! เชลซีพร้อมรบส่ง “พูลิซิช” อัดเวสต์แฮมยึดท็อปโฟร์

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ สิงโตน้ำเงินคราม โอกาสจบท็อปโฟร์ มีสูงหลังผลงานกำลังร้อนแรงตามจี้อันดับ 3 แต้มเดียวและทิ้ง แมนยู อยู่ 2 คะแนนความพร้อมส่ง คริสเตียน พูลิซิช ลงล่าตาข่าย ทางด้าน เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีม ”ขุนค้อน” เสี่ยงต่อการตกชั้นรั้งอันดับ 17 มี มิคาอิล อันโตนิโอ เป็นตัวความหวัง ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพุธที่ 1 ก.ค. นี้
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2563
เวสต์แฮม (17) – เชลซี (4)
ถ่ายทอดสด TPF HD 1 (600) เวลา : 02.15 น.
สนาม : ลอนดอน สเตเดี้ยม

    เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีม ”ขุนค้อน” พาทีมแพ้ในการรีสตาร์ต 2 เกมรวดต่อ วูล์ฟส์ 0-2 (เหย้า) และ แพ้ สเปอร์ส 0-2 (เยือน) ทำให้เสี่ยงต่อการตกชั้นเพราะอยู่อันดับ 17 ติดโซนสีแดง ดีกว่า บอร์นมัธ แค่ประตูได้เสีย 2 เม็ดเท่านั้น

    เซบาสเตียง อาลแลร์ กองหน้าตัวสำคัญจะลงเล่นไม่ได้เนื่องจากเจ็บสะโพก ดังนั้น มิคาอิล อันโตนิโอ จะต้องรับบทในแดนหน้าต่อไป

    โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ มิดฟิลด์ทีมชาติสกอตแลนด์ ที่เจ็บหลังลงสนามไม่ได้แน่นอน ทางด้าน อาร์กตูร์ มาซูอากู แบ็กซ้ายเดี้ยงที่ข้อเท้า ต้องทดสอบความฟิตก่อน

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ สิงโตน้ำเงินคราม พาทีมโชว์ฟอร์มช่วงรีสตาร์ตได้ยอดเยี่ยมมากพวกเขาบุกชนะ แอสตัน วิลล่า 2-1 ตามด้วยการทุบ แมนฯ ซิตี้ 2-1 ในพรีเมียร์ก ทำให้รักษาอันดับ 4 เอาไว้เหนียวแน่

    ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมเมื่อสุดสัปดาห์ยังบุกเอาชนะ เลสเตอร์ ได้อีก 2-1 ส่งผลให้ผ่านเข้าไปตัดเชือกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ด้วย

    เชลซี ต้องทดสอบความฟิตของนักเตะทั้งหมด 4 คนด้วยกันอันได้แก่ ฟิคาโย่ โทโมรี่ (กล้ามเนื้อขา), อันเดรียส คริสเตียนเซ่น (สะโพก), คริสเตียน พูลิซิช (น่อง) และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย (ฟื้นจากการบาดเจ็บ)

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    เวสต์แฮม (4-2-3-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – ไรอัน เฟรเดอริกส์, ฟาเบียน บัลบูเอน่า, อิสซ่า ดิย็อป, อารอน เครสส์เวลล์ – โทมัส ซูเซ็ค, เดแคลน ไรซ์ – จาร์ร็อด โบเว่น, มาร์ค โนเบิล, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรียส คริสเตียนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาร์กอส อลอนโซ่ – จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์,คริสเตียน พูลิซิช

ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

ผลการพบกันที่ผ่านมา 

วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน

30/11/19    พรีเมียร์ลีก    เชลซี    0 – 1เวสต์แฮม
09/04/19    พรีเมียร์ลีก    เชลซี    2 – 0เวสต์แฮม
23/09/18    พรีเมียร์ลีก    เวสต์แฮม    0 – 0เชลซี
08/04/18    พรีเมียร์ลีก    เชลซี    1 – 1เวสต์แฮม
09/12/17    พรีเมียร์ลีก    เวสต์แฮม    1 – 0เชลซี
07/03/17    พรีเมียร์ลีก    เวสต์แฮม    1 – 2เชลซี
27/10/16    ลีก คัพ    เวสต์แฮม    2 – 1เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เวสต์แฮม

24/06/20    แพ้ สเปอร์ส 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/06/20    แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน 0-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
07/03/20    แพ้ อาร์เซน่อล 0-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
29/02/20    ชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
25/02/20    แพ้ ลิเวอร์พูล 2-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

เชลซี

28/06/20    ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 (เยือน) เอฟเอ คัพ
25/06/20    ชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/06/20    ชนะ แอสตัน วิลล่า 2-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
08/03/20    ชนะ เอฟเวอร์ตัน 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
03/03/20    ชนะ ลิเวอร์พูล 2-0 (เหย้า) เอฟเอ คัพ

เบนซ์ยิงงามหยด! เรอัลมาดริดถล่มบาเลนเซียกดดันบาร์ซ่าเหลือ2แต้ม

"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ไม่พลาดโอกาสทอง หลังได้ คาริม เบนเซม่า จัดคนเดียวสองลูกก่อนทีมชนะ บาเลนเซีย 3-0 ขยับบีบ บาร์ซ่า จ่าฝูงเหลือสองแต้ม ในการแข่งขันศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา
สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

     ศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด มุ่งหวังสามคะแนนเต็มเท่านั้น เพื่อบีบช่องว่างกับจ่าฝูง บาร์เซโลน่า ให้เหลือแค่สองแต้มก่อน บาร์ซ่า มีคิวเต็มวันศุกร์นี้ ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสขนผู้เล่นทัพใหญ่นำโดย "เอแดน อาซาร์-คาริม เบนเซม่า" ส่วน แกเร็ธ เบล มีชื่อสำรอง ขณะที่ อัลเบิร์ต เซลาเดส กุนซือทีมเยือน "ไอ้ค้างคาว" บาเลนเซีย ตั้งใจมีคะแนนติดมือกลับออกไปแมตช์นี้ ยิ่งถ้าชนะได้จะทำแต้มทาบพื้นที่ยูโรปาลีกอันดับ 5-6 ทันที วาง "ดาเนี่ยล ปาเรโฆ" ทำเกมสนับสนุน "โรดรีโก้ โมเรโน่" พังตาข่าย

     เริ่มครึ่งแรกราชันลุยก่อนนาทีที่ 4 เอแดน อาซาร์ ได้บอลอยู่บริเวณริมกรอบเขตโทษด้านซ้าย ก่อนจ่ายตบไหลคืนเข้ากลางสนามหน้ากรอบเขตโทษระยะ 25 หลาให้ เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ วางเท้าส่องไกลบอลพุ่งตรงเข้าหาประตูแต่นายทวารทีมเยือนรับไว้ได้

     เรอัล มาดริดสร้างโอกาสนาทีที่ 11 เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ หยอดบอลจากวงกลมกลางสนามออกข้างสนามด้านซ้ายไปที่ คาริม เบนเซม่า โยกมารับบอลกรัชากเจาะเข้ากรอบเขตโทษฝั่งเดียวกัน ปาดคืนมาให้ โทนี่ โครส ปรี่มาหวดทีเดียวบอลทิศทางเข้ากรอบแต่ผู้รักษาประตูทีมเยือนยังไม่พลาดรับอยู่มือ

     นาทีถัดมา คาริม เบนเซม่า สกิดบอลเร็วหน้ากรอบเขตโทษต่อให้ เอแดน อาซาร์ แตะบอลเข้าไปยิงในเขตโทษแต่นายด่านทีมเยือนเอาตัวบล็อกไว้ทัน ก่อนจังหวะต่อเนื่อง โทนี่ โครส สบจังหวะซัดไกลนอกกรอบเขตโทษระยะประมาณ 20 หลา บอลยังเข้ามือ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายทวารบาเลนเซียเช่นเดิม

     ไอ้ค้างคาวเกือบนำนาทีที่ 14 มักซี่ โกเมซ ถอยต่ำลงไปล้วงบอลก่อนตวัดบอลตัดหลัง ราฟาแอล วาราน ที่ดันเช็คล้ำหน้าไปให้ โรดรีโก้ โมเรโน่ สปีดฉีกมาเก็บบอลกระชากเดี่ยวเข้ากรอบเขตโทษทางขวา ยิงบอลผ่านตัว ติโบล กูร์กตัวส์ นายทวารชุดขาวที่ออกมาปิดมุมแต่โชคไม่ดีบอลชนเสาอย่างจังกระดอนออกมาชวดขึ้นนำน่าเสียดาย

     บาเลนเซียเซ็งหนักนาทีที่ 21 การ์โลส โซเลร์ ป้ายบอลฝากไว้ที่ โฆเซ่ กาย่า แบ็กขวาทีมเยือนตบคืนกลับมาที่ การ์โลส โซเลร์ ที่ยืนจ่ายบอลยัดกลางสนาม 20 หลาเยื้องมาทางซ้ายเข้ากลางเขตโทษ บอลไปโดน มักซี่ โกเมซ กองหน้าไอ้ค้างคาวที่อยู่ตำแหน่งล้ำหน้าเปลี่ยนทางเล็กน้อย โรดรีโก้ โมเรโน่ วิ่งสอดมาตามแปบอลเข้าไปตุงตาข่าย กรรมการให้ประตูก่อนดูวีเออาร์ ริบสกอร์คืน

     เรอัล มาดริดเดินเกมนาทีที่ 29 ดานี่ การ์บาฆาล ตะลุยเดี่ยวลากบอลเจาะเข้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา จิ้มบอลหนีดาวเตะบาเลนเซีย เข้าดวลเดี่ยว เอเลียควิม ม็องกาล่า กองหลังทีมเยือนในเขตโทษ แตะหลบหนึ่งครั้งแล้วซัดบริเวณกรอบ 6 หลา แต่ว่า เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ปิดมุมเสาแรกได้ดีสกัดทิ้งได้อย่างหวุดหวิด

     ทีมเยือนทักทายอีกหนนาทีที่ 44 จอฟเฟร่ ก็องด็อกเบีย รับบอลจากเพื่อนทางด้านข้างส่งเข้ากลางสนามระยะเกือบ 30 หลา มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสส่องไกลก่อน เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ จะเข้ามาขวาง บอลพุ่งโค้งจะเสียบเสาสองทว่า ติโบล กูร์กตัวส์ เหยียดสุดตัวปัดพ้นกรอบประตูอย่างสวยงาม จบ 45 นาทีแรกเสมอกัน 0-0

     เริ่มครึ่งหลังเจ้าถิ่นเปิดเกมนาทีที่ 58 ดาเนี่ยล วาส ฟูลแบ็กทีมเยือนออกบอลไม่ดีถูก เซร์คิโอ รามอส ขึ้นมาสูงมาฉกบอลบริเวณกลางสนามจ่ายสั้นให้ เอแดน อาซาร์ ไหลคืนกลับมาที่กัปตันราชันชุดขาวดีดบอลคืนจากวงกลมเขตโทษให้ เฟเด บัลเบร์เด้ รับบอลยิงทันทีแต่ว่าบอลไร้น้ำหนักเข้ามือ

     เรอัลมาดริดสำเร็จผลนาทีที่ 61 เอแดน อาซาร์ ถอยต่ำไปแดนตนเองครองบอล ก่อนกระชากกินมากลางสนามเบี่ยงมาทางซ้ายระยะ 30 หลา จ่ายเข้ากลางมี ลูก้า โมดริช รอบอลตบคืนไปที่ เอแดน อาซาร์ ที่สปีดตีมาพร้อมกองหลังบาเลนเซียตรงเส้นกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ไหลบอลเร็วให้ คาริม เบนเซม่า วิ่งตีคู่ยืนโล่งอยู่ด้านข้างฝั่งขวาซัดเข้าประตูไปเป็นลูกที่ 15 ของดาวยิงเมืองน้ำหอม

     ราชันชวดทิ้งห่างนาทีที่ 65 ลูก้า โมดริช ได้บอลบริเวณกลางสนามเยื้องมาด้านขวา ก่อนมิดฟิลด์โครแอตหมุนตัวหนีผู้เล่นไอ้ค้างคาว หวดไกลระยะ 20 หลาด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งโค้งแต่ไม่ดีพอหนีมือ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายทวารทีมเยือน

     เจ้าบ้านทิ้งห่างนาทีที่ 74 โทนี่ โครส โยนลุกเตะมุมทางด้านขวาเข้ากลางเขตโทษ เซร์คิโอ รามอส กระโดดโหม่งจังหวะแรกโดนไม่เต็ม บอลกระดอนมาเข้าทาง แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ลากบอลจี้โยกหนี ดาเนี่ยล วาส มาทางเขตโทษด้านซ้าย เกือบถึงเส้นหลัง ส่งบอลย้อนเข้ากลางให้ มาร์โก อเซนซิโอ ที่เพิ่งลงมาไม่ถึงนาทีเอนตัววอลเลย์ด้วยเท้าซ้ายสัมผัสบอลครั้งแรกเลี้ยวหนีมือ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายด่านทีมเยือนเข้าไปอย่างแม่นยำ ราชันชุดขาวนำ 2-0

     ราชันชุดขาวเกือบบวกสกอร์เพิ่มนาทีที่ 85 โทนี่ โครส ปั่นลูกฟรีคิกระยะ 20 หลากรอบเขตโทษเอนมาทางซ้าย บอลเลี้ยงข้ามกำแพงผู้เล่นทีมเยือนแต่ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายทวารบาเลนเซีย โชว์ความเหนียวเซฟได้อีกครั้ง

     แต่แล้วช่วงท้ายเกม โทนี่ โครส เปิดบอลโด่งจากกลางสนามให้ มาร์โก อเซนซิโอ ที่วิ่งหลุดแนวรับทีมเยือนมาคนเดียวทางสนามฝั่งขวา เจ้าตัวเลี้ยงขึ้นมาถึงกรอบเขตโทษ แล้วหยอดบอลเข้ากลางเขตโทษไปให้ คาริม เบนเซม่า ใช้สุดยอดทักษะกระดกหลบเกมรับไอ้ค้างคาวด้วยเท้าขวาและยิงตามน้ำด้วยซ้าย บอลเหินเสียบเข้าตุงตาข่ายแบบงามหยด ก่อนที่นาทีที่ 89 อี คัง อิน หัวหอกโสมขาวตัวสำรองของทีมเยือนไปเตะนอกเกมใส่ เซร์คิโอ รามอส ถูกใบแดงไล่ออกไป จบเกม เรอัล มาดริด ถล่มครึ่งหลังใส่ บาเลนเซีย 3-0 ขยับบีบ บาร์ซ่า จ่าฝูงเหลือสองแต้ม

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เรอัล มาดริด (4-3-3): ติโบล กูร์กตัวส์,ดานี่ การ์บาฆาล,เซร์คิโอ รามอส,ราฟาแอล วาราน,แฟร์กล็องด์ เมนดี้,โทนี่ โครส,เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่,เฟเด บัลเบร์เด้ (มาร์โก อเซนซิโอ น.74),ลูก้า โมดริช,คาริม เบนเซม่า,เอแดน อาซาร์ (วิเนซิอุส จูเนี่ยร์ น.82)

บาเลนเซีย (4-2-2): เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น,ดาเนี่ยล วาส,ฮูโก้ กิยามองต์,เอเลียควิม ม็องกาล่า,โฆเซ่ กาย่า,เฟร์ราน ตอร์เรส (กอนคาโล่ กูเอเดส น.59),ดาเนี่ยล ปาเรโฆ (ฟร็องซิส โกเกแล็ง น.69),จอฟเฟร่ ก็องด็อกเบีย,การ์โลส โซเลร์ (เดนิส เชริเชฟ น.69),โรดรีโก้ โมเรโน่ (อี คัง อิน น.76),มักซี่ โกเมซ (เควิน กาไมโร่ น.59)

 

30 ปีที่รอคอย! เชลซีแกร่งเชือดแมนซิตี้10คนส่งลิเวอร์พูลเถลิงแชมป์

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หลัง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เปิดบ้านพา เชลซี เชือด แมนฯซิตี้ 10 คน 2-1 จากลูกยิงสุดสวยของ คริสเตียน พูลิซิช และลูกจุดโทษท้ายเกมของ วิลเลี่ยน เก็บเพิ่มเป็น 49 คะแนนทิ้งผีแดง 5 แต้มเท่าเดิมและส่งให้ ลิเวอร์พูล เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้เรียบร้อยในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา


สนาม :
สแตมฟอร์ด บริดจ์

     แฟร้งค์ แลมพาร์ด พาทีมสิง โตน้ำเงินคราม รีสตาร์ตด้วยการบุกไล่แซงชนะ แอสตัน วิลล่า 2-1 รั้งอันดับ 4 ของตารางแต่โดน "ผีแดง" ที่ลงเล่นไปก่อนทำแต้มจี้มาเหลือเพียง 2 คะแนนแล้ว

    ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พาทีม เรือใบสีฟ้า รีสตาร์ต 2 เกมได้สุดโหดด้วยการเปิดบ้านชนะอาร์เซน่อล 3-0 ตามด้วยถล่มเบิร์นลี่ย์อีก 5-0 ในเกมล่าสุด โดยเกมนี้หาก แมนฯซิตี้ ไม่สามารถเก็บ 3 คะแนนได้จะส่งให้ "หงส์แดง" คว้าแชมป์ทันที

    เปิดฉากครึ่งแรก 5 นาทีเป็น "เรือใบสีฟ้า" ทำได้ดีกว่าได้ทักทายจากจังหวะขึ้นทางซ้ายของ เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายยัดเข้าเขตโทษให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา พักบอลก่อนตวัดด้วยซ้ายแต่โดนไม่ดีเบาเข้ามือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    3 นาทีต่อมา ทีมเยือน เร่งเครื่องต่อเป็นบอลทางฝั่งซ้ายของ ราฮีม สเตอร์ลิง ดึงจังหวะรอก่อนจ่ายต่อให้ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ วิ่งอ้อมมาเปิดยัดเข้าในไปติดขา เกปา อาร์รีซาบาลาก้า สกัดทิ้งออกมาได้

    นาทีที่ 13 โอกาสลุ้นครั้งแรกของ "สิงห์บลูส์" เป็นจังหวะสวนกลับของ คริสเตียน พูลิซิช ถ่ายออกขวาให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า แทงช่องต่อให้ วิลเลี่ยน หลุดเข้าเขตโทษก่อนตวัดเข้าในไปติด อิลคายกุนโดกัน ตามมาทิ้งตัวสกัดได้ทัน

    ต่อมาอีก 2 นาที เชลซี เกือบเสียประตูเป็นความผิดพลาดของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เปิดบอลไม่ดีไปเข้าทาง ริยาด มาห์เรซ โขกย้อนให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ดีดบอลหวิดเข้าประตูยังดีที่ รือดิเกอร์ ตามมาซ้อนได้ทัน

    นาทีที่ 18 แมนฯซิตี้ พลาดโอกาสทองเป็นลูกฟรีคิกทางซ้ายของ  ริยาด มาห์เรซ ปั่นบอลมาเสาแรกให้ แฟร์นันดินโญ่ สลัดตัวประกบขึ้นโขกเปลี่ยนทางบอลเกือบเสียบใต้คานไปติดมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผวาปัดทิ้งออกหลังไป

    ครึ่งทางของครึ่งแรก เชลซี เริ่มต่อเกมได้มากขึ้นได้เสียวอีกครั้งจากบอลครอสของ มาร์กอส อลอนโซ่ จ่ายเข้าเขตโทษไปติด เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ สกัดไม่ดีมาเข้าทาง รอสส์ บาร์คลี่ย์ หวดด้วยซ้ายก็ยังติดบล็อค แฟร์นันดินโญ่

    นาทีที่ 32 "สิงห์บลูส์" กระหน่ำชุดใหญ่เริ่มจากบอลทางซ้ายของ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ปาดเข้าในให้ พูลิซิช ชาร์จไม่ดีแต่ยังไหลมาเข้าทางก่อนเปลี่ยนเข้าในให้ เมสัน เมาน์ท ทำชิ่งกับ ชิรูด์ หลุดไปซัดด้วยขวาบอลผ่านปากประตูย้อนมาถึง บาร์คลี่ย์ อัดอีกทีก็ยังติดบล็อคออกหลัง

    จังหวะต่อเนื่องเป็นลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายของ วิลเลี่ยน เปิดบอลมาตกใส่หัว อันเดรส คริสเตนเซ่น ขึ้นโหม่งคนเดียวไปติดเซฟ เอแดร์ซอน ควักทิ้งออกมาจากบนเส้น

    แต่แล้วนาทีที่ 36 เจ้าถิ่น มาทะยานออกนำจนได้จากลูกสวนกลับเป็นความผิดพลาดของ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ ไม่เข้าใจกับ กุนโดกัน แตะบอลไปเข้าทาง คริสเตียน พูลิซิช โซ่โล่คนเดี่ยวจากครึ่งสนามหลุดเข้าไปเอียงตัวซัดผ่านมือ เอแดร์ซอน ตุงตาข่ายสุดสวย

    นาทีที่ 38 "เรือใบสีฟ้า" เกือบตีเสมอทันควันจากลูกสูตรฟรีคิกของ เควิน เดอ บรอยน์ หลอกเขี่ยสั้นให้ ริยาด มาห์เรซ ตั้งป้อมปั่นด้วยซ้ายหลุดข้ามคานออกไปนิดเดียว
   
    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 1 แมนฯซิตี้ 0

    ครึ่งหลังนาทีที่ 52 แมนฯซิตี้ โหมบุกเพื่อตามตีเสมอได้จังหวะยิงอีกครั้งจากลูกจ่ายของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา แทงเข้าในให้ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ เติมมาใส่ด้วยซ้ายเหินข้ามคานออกไปไกล

    อีก 2 นาตีต่อมา "เรือใบสีฟ้า" ตามตีเสมอจนได้จากความผิดพลาดของ ก็องเต้ ไปเสียเหลี่ยมทำฟาวล์ มาห์เรซ ระยะอันตรายและเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ปั่นฟรีคิกด้วยขวาบอลมุดผ่านมือ เกปา เสียบสามเหลี่ยมงามหยด

    นาที 57 ทีมเยือน เกือบแซงขึ้นนำจากจังหวะประสานงานจากหน้าปากประตูตัวเองก่อนเป็น เควิน เดอ บรอยน์ แทงช่องให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปยกผ่าน เกปา โชคไม่ดีบอลไปชนเสา

    อีก 5 นาทีต่อมาคราวนี้เป็น เอแดร์ซอน พลาดบ้างออกบอลไปเข้าทาง เมสัน เมาน์ท กระชากเข้าเขตโทษก่อนตะบันด้วยซ้ายเข้าข้างหน้าต่าง

    นาทีที่ 70 ของเกมนี้เป็นของ คริสเตียน พูลิซิช ใช้ความเร็วเอาวิ่งสอดมาฉกบอลก่อน แฟร์นันดินโญ่ หลุดเข้าไปแตะหลบ เอแดร์ซอน หักหักข้อส่งบอลเข้าหาประตูแต่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ตามมาทิ้งตัวหยุดบอลไว้ได้บนเส้นเหลือเชื่อ
   
    นาทีที่ 72 เชลซี ขึ้นนำอีกครั้งจากลูกจุดโทษของ วิลเลี่ยน เป็นจังหวะชุลมุนหน้าประตูเริ่มจาก วิลเลี่ยน หลุดเข้ามาปาดคืนให้ แทมมี่ อับราฮัม ซัดไปติดเซฟ เอแดร์ซอน บอลไหลไปเข้าทาง พูลิซิชตามซ้ำไม่ดีเด้งมาเข้าทาง อับราฮัม หวดอีกครั้งไปติด แฟร์นันดินโญ่ เจตนาใช้มือปัดบอลออกมา ผู้ตัดสินขอ เชควีเออาร์ ก่อนให้เป็นจุดโทษและให้ไปแดงไล่ แฟร์นันดินโญ่ ออกจากสนามไป

    ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 "สิงห์บลูส์" เกือบได้ประตูปิดกล่องจากจังหวะหลุดทางซ้ายของ เปโดร โรดริเกซ ตัดเข้าในก่อนปั่นด้วยขวาไปติดปลายมือ เอแดร์ซอน หลุดเสาออกหลังนิดเดียว

    จบเกม เชลซี 2 แมนฯซิตี้ 1

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาร์กอส อลอนโซ่ – รอสส์ บาร์คลี่ย์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์,คริสเตียน พูลิซิช

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – อิลคาย กุนโดกัน, โรดรี้, เควิน เดอ บรอยน์ – ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง, แบร์นาร์โด้ ซิลวา

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : สจ๊วร์ต แอตเวลล์

อาซาร์พร้อมเลื้อย! เรอัลมาดริดต้องเฮลุยบาเลนเซียหวังแต้มจี้บาร์ซ่า

"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ได้โอกาสดีสำหรับการทำคะแนนไล่จี้ บาร์ซ่า เหลือสองแต้ม เอแดน อาซาร์ ฟิตพร้อมกระชากป่วนแนวรับทีมเยือน "ไอ้ค้างค้าว" บาเลนเซีย ที่ยังมีหวังแย่งโควตาบอลยุโรปถ้วยเล็ก ในการแข่งขันฟุตบอลลา ลีกา สเปน คืนวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2563

ปรีวิวลา ลีกา สเปน
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2563
เรอัล มาดริด (2) – บาเลนเซีย (8)
เวลา : 03.00 น. ถ่ายทอดสด : บีอินส์ สปอร์ต 1
สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่
   

     ซีเนดีน ซีดาน นายใหญ่ราชันชุดขาวไม่มี นาโช่ เฟร์นานเดซ, ลูก้า โยวิช ที่บาดเจ็บ ส่วนรายของ ดานี่ การ์บาฆาล กับ มาเรียโน่ ดิอ๊าซ ต้องเช็กความฟิต

    ทำให้ตำแหน่งแบ็กขวา ถ้า การ์บาฆาล ไม่ไหว เอแดร์ มิลิเตา จะลงเล่นแทน ส่วนแบ็กซ้ายจะสลับมาเป็น แฟร์ล็องด์ เมนดี้, คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ ใช้ เซร์คิโอ รามอส ลงสนามร่วมกับ ราฟาแอล วาราน ตามเดิมแดนกลาง เฟเด บัลเบร์เด้ จะลงเป็นตัวจริงเดินเกมร่วมกับ เอ็มรีเก้ กาเซมีโร่, โทนี่ โครส และ อิสโก้  และพัก ลูก้า โมดริช ไว้ที่ข้างสนาม คู่หน้า คู่หน้าใช้ เอแดน อาซาร์ ล่าตาข่ายกับ คาริม เบนเซม่า

    ส่วน อัลเบิร์ต เซลาเดส กุนซือไอ้ค้างคาวต้องปรับทัพหลายตำแหน่ง แนวรับ กาเบรียล เปาลิสต้า มีอาการเจ็บรบกวน ถ้าไม่ไหวอาจต้องถอย ฟร็องซิส โกเกแล็ง ลงมายืนเซนเตอร์ฮาล์ฟกับ อูโก้ กุยยามอน แล้วดร็อป มูคตาร์ เดียกาบี้ ที่ฟอร์มห่วยไว้ข้างสนาม

    ส่วนแบ็กซ้ายต้องเช็กฟิต โฆเซ่ กาย่า ถ้าไม่เต็ม 100 เยาเม่ กอสต้า จะเล่นแทน แบ็กขวาสลับมาใช้ ดาเนี่ยล วาส แทน ฟลอเรนซี่ แดนกลาง จอฟเฟร ก็องด็อกเบีย พ้นโทษแบนกลับมายืนกับ ดาเนี่ยล ปาเรโฆ ตามเดิม

    ริมเส้น ฝั่งขวาเป็น เฟร์ราน ตอร์เรส ฝั่งซ้าย การ์ลอส โซเลร์ คู่หน้า  โรดริโก้ โมเรโน่  ยืนกับ มักซี่ โกเมซ ส่วนในรายของ เอเซเกล การาย กับ กริสเตียโน่ ปิชชีนี่ 

    รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    เรอัล มาดริด (4-4-2) ติโบล กูร์กตัวส์-ดานี่ การ์บาฆาล (เอแดร์ มิลิเตา), ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, แฟร์กล็องด์ เมนดี้-เฟเด บัลเบร์เด้, เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่, อิสโก้, โทนี่ โครส-เอแดน อาซาร์, คาริม เบนเซม่า

    บาเลนเซีย (4-4-2) เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น-ดาเนี่ยล วาส, อูโก้ กุยยามอน, ฟร็องซิส โกเกแล็ง (กาเบรียล เปาลิสต้า),โฆเซ่ กาย่า(เยาเม่ กอสต้า)-เฟร์ราน ตอร์เรส, ดาเนี่ยล ปาเรโฆ, จอฟเฟร่ ก็องด็อกเบีย, การ์โลส โซเลร์-มักซี่ โกเมซ, โรดรีโก้ โมเรโน่

วอนซะแล้ว! “ซานโช่” ประชดเดเอฟแอลหลังปรับเงินตัดผม

เจดอน ซานโซ่ แข้งฟอร์มฮอตของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หาเรื่องโดนลงโทษเพิ่ม หลังจากแสดงข้อความไม่พอใจในกรณีที่โดนองค์กรลูกหนังเยอรมนี ลงโทษปรับเงินจากกรณีที่นัดช่างมาตัดผมที่บ้านพร้อมกับเพื่อนร่วมสังกัด แต่ดันไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัย

    เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่ง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ออกโรงประชดประชัน ฟุตบอลลีกเยอรมัน (เดเอฟแอล) หลังลงโทษปรับเงินตนกับเพื่อนร่วมสังกัดอีกคน จากกรณีที่จ้างช่างตัดผมมาตัดผมที่บ้าน และไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ดาวเตะเลือดผู้ดี และเพื่อนร่วมทีมอีก 5 คน ได้แก่  ราฟาแอล เกอร์เรยโร่, ธอร์ก็อง อาซาร์, มานูเอล อคานยี่, อั๊กเซล วิตเซล และ ดาน-อั๊กเซล ซากาดู ได้จ้าง นาน่า คาร์คารี่ ช่างตัดผมชื่อดังมาตัดผมให้กับพวกเขาถึงบ้าน แถมยังไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยด้วย

        จากการกระทำดังกล่าวทำให้ ฟุตบอลลีกเมืองเบียร์ ตัดสินใจลงโทษ ซานโช่ กับ อคานยี่ ซึ่งมีภาพทั้ง 2 คนผ่านสื่อออนไลน์ ด้วยการปรับเงิน โดยระบุว่า "เดเอฟแอล ได้สั่งปรับเงิน มานูเอล อคานยี่ และ เจดอน ซานโช่ นักเตะจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ฝ่าฝืนมาตรการด้านสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และมาตรฐานป้องกันการติดเชื้อที่บ้านในการนัดพบช่างมาตัดผม"

        "ไม่มีข้อสงสัยว่านักฟุตบอลอาชีพจำเป็นต้องตัดผม อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันควรจะต้องทำตามคำแนะนำขององค์กรแพทย์สำหรับในกรณีนี้สโมสรสามารถให้นักเตะได้มีโอกาสทำการชี้แจงในเรื่องนี้ได้ ขณะเดียวกัน เดเอฟแอล ไม่สามารถแจ้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ใช้สำหรับการลงโทษในครั้งนี้ แต่นักเตะมีสิทธิ์ที่จะยื่นเรื่องร้องเรียนภายใน 5 วัน ขณะเดียวกันบทลงโทษนี้ไม่ได้มีผลโดยตรงกับสโมสร" เดเอฟแอล ระบุ

    หลังจากโดนปรับเงินจากองค์กรลูกหนังเยอรมนีแล้ง งานนี้ ปีกดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ วัย 20 ปี ซึ่งเพิ่งจะซัดแฮตทริกแรกในชีวิตเกมถล่ม พาเดอร์บอร์น ทีมบ๊วยของลีก 6-1ได้แสดงความเห็นตอบโต้ผ่าน ทวิตเตอร์ เว็บไซต์ยอดฮิตทันที โดยระบุสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า "โคตรตลกเลย เดเอฟแอล !"

สื่อเบียร์แฉ! “ซานโซ่” มีเหตุผลแหกล็อกดาวน์กลับอังกฤษ

บิลด์ สื่อดังในเยอรมนี รายงาน เจดอน ซานโช่ ปีกตัวจิ๊ด แหกกฎล็อกดาวน์ขึ้นเครื่องกลับอังกฤษ ทั้งๆ ที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไม่อนุญาต โดยงานนี้มีความเป็นไปได้ว่านักเตะอาจจะกลับไปบ้านเกิดเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องย้ายไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
           เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สโมสรในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี มีโอกาสโดนผู้บริหาร "เสือเหลือง" ลงโทษ หลังจากมีรายงานว่าเจ้าตัวเดินทางกลับไปประเทศอังกฤษ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากต้นสังกัดในช่วงระหว่างล็อกดาวน์

          ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ กับเพื่อนร่วมทีม 5 คนได้แก่ ราฟาแอล เกอร์เรยโร่, ธอร์ก็อง อาซาร์, มานูเอล อคานยี่, อั๊กเซล วิตเซล และ ดาน-อั๊กเซล ซากาดู เพิ่งจะแหกกฎมาตรการจากรัฐบาล หลังจากจ้าง นาน่า คาร์คารี่ ช่างตัดผมชื่อดังมาตัดผมให้กับพวกเขาถึงบ้าน แถมยังไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยด้วย

          สำหรับในกรณีที่เมินกฎล็อกดาวน์เดินทางกลับไปยังดินแดนผู้ดี ทำให้เกิดกระแสข่าวลือพัดโหมกระหน่ำเกี่ยวกับอนาคตของ ซานโช่ โดย บิลด์ สื่อดังในประเทศเยอรมนี รายงานว่า อดีตเด็กปั้น "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กระทำการเรื่องนี้ทั้งๆ ที่ต้นสังกัดไม่อนุญาต

          ทั้งนี้ ยังไม่มีใครทราบเหตุผลที่ ซานโช่ เดินทางกลับอังกฤษ แต่มีความเป็นไปได้ว่า ดาวเตะวัย 20 ปี อาจจะเดินทางเพื่อไปเจรจากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรื่องความเป็นไปได้ในการย้ายทีม โดยในช่วงที่ผ่านมาสื่อหลายสำนึกรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่านักเตะได้ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ "ผีแดง" ได้แล้ว และจะย้ายมาอยู่ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) ในช่วงซัมเมอร์นี้