วิดาลยิงเฮ! บาร์ซ่าบุกเชือดบายาโดลิด ยื้อเวลาแย่งแชมป์กับมาดริด

บาร์เซโลน่า เก็บสามคะแนนยื้อเวลาลุ้นแชมป์กับ เรอัล มาดริด ออกไปอีกนิด หลังได้ อาร์ตูโร่ วีดัล ยิงประตูโทนบุกเชือด บายาโดลิด 1-0 ขยับไล่กวด ราชันชุดขาว แต้มเดียว ขณะที่เกมลีกเหลืออีกแค่ 2 นัดในมือพวกเขา ในการแข่งขันศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา
สนาม :
เอสตาดิโอ มูนิซิปัล โฆเซ่ ซอร์รีย่า

     ศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า ต้องการสามคะแนนเท่านั้นเพื่อต่อลมหายใจในการแย่งแชมป์กับ เรอัล มาดริด นัดนี้ กีเก้ เซเตียน กุนซือเจ้าบุญทุ่ม ไร้ดาวรุ่งอย่าง อันซู ฟาติด ที่ติดโทษแบน แต่ตัวเก๋า "เมสซี่-กรีซมันน์" ลงประจำการ ส่วน "หลุยส์ ซัวเรซ" นั่งสำรองเกมนี้บุกบ้าน บายาโดลิด ที่แมตช์ล่าสุดแพ้ไป พวกเขาแทบจะอยู่รอดปลอดภัยแน่นอนแล้ว เซร์คิโอ กอนซาเลซ นายใหญ่เจ้าถิ่นเร้าลูกทีมสร้างเซอร์ไพร์สช็อกโลก วาง "เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า" เป็นตัวทีเด็ด

     ทีมเยือนเปิดเกมนาทีที่ 5 เคราร์ด ปีเก้ วางบอลจากหลังออกข้างให้ อาร์ตูโร่ วีดัล รับบอลแต่ถูกผู้เล่นเจ้าถิ่นเตะอัดมากระเด้งกลิ้งมาหา เนลสัน เซเมโด้ กระชากบอลเข้าเขตโทษด้านขวาตบย้อนมาเขตโทษ เกือบ 9 หลา ริกิ ปุช วิ่งมาซัดตามน้ำบอลเรียดพื้นเข้ามือนายทวารบายาโดลิด

     บาร์เซโลน่านำนาทีที่ 15 ลิโอเนล เมสซี่ วิ่งเข้าไปแย่งบอลจากผู้เล่นเจ้าถิ่น แตะย้อนให้ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ส่งสั้นให้ เนลสัน เซเมโด้ หน้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา ก่อนฟูลแบ็กบาร์ซ่าจ่ายให้ ลิโอเนล เมสซี่  ดีดต่อไปที่ อาร์ตูโร่ วีดัล ซัดบอลเต็มเท้าในเขตโทษ บอลชนเสาสองซุกเข้าประตูไปอย่างแม่นยำ

     บาร์ซ่าชวดจังหวะเด็ดนาทีที่ 19 ลิโอเนล เมสซี่ ไหลบอลออกริมสนามให้ เนลสัน เซเมโด้ ปาดบอลเข้ามากลางเขตโทษ บอลเลยตัวแนวรับบายาโดลิด มาเข้าทาง อองตวน กริซมันน์ สบจังหวะยิงประตู ทว่าเจ้าตัวจับบอลพลาดปล่อยบอลกลิ้งผ่านตัวแบบเหลือเชื่อ

     เจ้าบ้านตอบโต้นาทีที่ 22 เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า หัวหอกเจ้าบ้านเก็บตกบอลจากการสกัดของผู้เล่นบาร์ซ่า จับบอลจากนห้ากรอบเขตโทษเยื้องมาทางขวา แล้วส่องไกลทันทีบอลพุ่งชนข้างตาข่ายออกหลังไป

     อาซูลกราน่าบุกอีกนาทีที่ 24 เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ แทงบอลคิลเลอร์พาสกลางสนาม 30 หลาทะลุมาให้ เนลสัน เซเมโด้ หลุดเดี่ยวมาทางฝั่งขวากรอบเขตโทษ เข้ายิงบอลแบบจังเบอร์ แต่ว่า ยอร์ดี้ มาซิป นายทวารบายาโดลิด ล้มตัวเซฟก่อนตามตะครุบบอลอยู่มือ จบ 45 นาทีแรก บาร์เซโลน่า บุกนำ 1-0

     บาร์ซ่าสร้างจังหวะนาทีที่ 49 ลิโอเนล เมสซี่ หยอดบอลจากเขตโทษด้านซ้ายข้ามฝั่งมาที่ เซร์จี้ โรเบร์โต้ แปะบอลมากลางวงกลมกรอบเขตโทษ เจ้าหนู ริกิ ปุช สบโอกาสซัดบอลอีกครั้งแต่เบาเกิน ยอร์ดี้ มาซิป มือกาวเจ้าบ้านล้มตัวรับเอาไว้ได้ 

     เจ้าถิ่นหวังไล่ตามนาทีที่ 52 กีเก้ กองกลางบายาโดลิด เลี้ยงบอลแหวกหนี เนลสัน เซเมโด้ มาด้านซ้ายของสนาม จ่ายต่อให้ เอเนส อูนาล ตัวสำรองที่ลงมาตั้งป้อมส่องไกลจากหน้ากรอบเขตโทษ บอลกระดอนพื้นหนึ่งครั้งเข้าหาประตู แต่  มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น รับบอลแบบไม่มีปัญหา

     บายาโดลิดทำได้ดีนาทีที่ 60 เอเนส อูนาล เทคตัวขึ้นโหม่งบอลจากลุกฟรีคิกของเพื่อนร่วมทีมบริเวณสนามทางด้านขวาระยะ 27 หลา บอลกระดอนพื้นแต่ว่า มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น นายทวารบาร์ซ่าโชว์เหยียดตัวใช้มือปัดไว้ได้อย่างเฉียดฉิว

     อาซูลกราน่าชวดทิ้งห่างนาทีที่ 63 ลิโอเนล เมสซี่ ปั่นลูกนิ่งหน้ากรอบเขตโทษระยะประมาณ 22 หลาเยื้องมาทางด้านขวา บอลข้ามกำแพงผู้เล่นเจ้าถิ่นฮุบจะเข้าซุกตาข่าย ยอร์ดี้ มาซิป มือกาวบายาโดลิดปฏิกิริยายังดีใช้มือแปะบอลพ้นเขตประตูออกหลัง ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซานโดร รามิเรซ หัวหอกเจ้าบ้านหลุดเข้าไปซัดคนเดียวตรงเขตโทษด้านซ้าย แต่ว่านายทวารคนเก่งบาร์ซ่าเซฟช่วยทีมสำเร็จ จบเกม บาร์เซโลน่า บุกชนะ บายาโดลิด 1-0 ทำคะแนนกดดัน เรอัล มาดริด เหลือแค่แต้มเดียว ขณะที่เกมในมือพวกเขาเหลือแค่ 2 นัดเท่านั้น

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

บายาโดลิด (4-5-1): ยอร์ดี้ มาซิป,ฆาบี โมยาโน่,กีโก้,ฆาบี ซานเชซ,ราอูล การ์เซีย (นาโช่ น.25),ออสการ์ ปลาโน่,เฟเด ซาน เอเมเตรีโอ,ฆัวกิน เฟร์นานเดซ (ปาโบล เออร์เบียส น.46),รูเบน อัลการาซ (เอเนส อูนาล น.46),กีเก้,เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า (ซานโดร รามิเรซ น.61)

บาร์เซโลน่า (4-1-2-1-2): มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น,เนลสัน เซเมโด้,เคราร์ด ปีเก้,เกลม็อง ล็องเล่ต์ (โรนัลด์ อาเราโฆ น.57),ยอร์ดี้ อัลบา,เซร์จี้ โรเบร์โต้,เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ (จูเนียร์ ฟีร์โป้ น.74),ริกิ ปุช (อีวาน ราคิติช น.57),อาร์ตูโร่ วีดัล,ลิโอเนล เมสซี่,อองตวน กริซมันน์ (หลุยส์ ซัวเรซ น.46)

สื่อเผยงูผ่าทีมใหญ่-เอริคเซ่นติดร่างแห

มีเดียเซ็ตเผย อินเตอร์ มิลาน เตรียมผ่าทีมครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยมีชื่อของ คริสเตียน เอริคเซ่น กองกลางที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาอยู่ในลิสต์ด้วย

 กองกลางทีมชาติเดนมาร์กทำได้แค่ประตูเดียวจาก 11 เกมที่ลงสนามในเกมกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นับตั้งแต่มาค้าแข้งในถิ่นจูเซปเป้ เมอัซซ่า ซึ่งไม่ประทับใจทาง อันโตนิโอ คอนเต้ เทรนเนอร์ของทีม โดยที่สองเกมหลังถูกส่งลงเป็นสำรองและได้ลงเล่นสองเกมรวมเพียง 8 นาทีเท่านั้น

 ล่าสุดทางสื่อเจ้าดังเผยว่า "งูใหญ่" พร้อมที่จะผ่าทีมเพื่อสู้ศึกฤดูกาลหน้า และอาจจะมีการปล่อยผู้เล่นออกจากทีมถึง 11 คน โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของมิดฟิลด์ทีมชาติเดนมาร์กอยู่ในลิสต์ที่จะโดนปล่อยตัวออกจากทีมด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะเพิ่งย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร

 อีกคนที่ถูกพูดถึงก็คือ มิลาน สคริเนียร์ กองหลังของทีมที่ตอนนี้มีชื่อพัวพันกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งคาดว่าจะได้ค่าตัวไม่น้อย

 สำหรับซีซั่นนี้ทีมเสริมทัพเข้ามาหลายคนในยุคของ คอนเต้ โดยคนที่เห็นหน้ากันบ่อยๆอย่าง โรเมลู ลูกากู, แอชลี่ย์ ยัง, เอริคเซ่น, ดีเอโก้ โกดิน รวมถึงแข้งที่เข้ามาแล้วโดนปล่อยยืมตัวอย่าง มัตเตโอ โปลิตาโน่, วาเลนติโน่ ลาซาโร่ และ อันเดรจ์ ราดู

ซูเนสส์ชูสเตอร์ลิงเหนือกว่า1แนวรุกลิเวอร์พูล

แกรม ซูเนสส์ ระบุ ในมุมมองของตนนั้น ราฮีม สเตอร์ลิง ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ เก่งกว่า ซาดิโอ มาเน่ นิดๆ พร้อมเชื่อว่า สเตอร์ลิง เป็นนักเตะที่ทุกสโมสรอยากมีอยู่ในทีม

    แกรม ซูเนสส์ ตำนานกองกลางของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเห็นว่า ราฮีม สเตอร์ลิง ปีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก่งกว่า ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะ ลิเวอร์พูล อยู่นิดหน่อย

    สเตอร์ลิง และ มาเน่ ต่างก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมตลอดช่วงที่ผ่านมาจนเป็นกำลังสำคัญให้กับต้นสังกัดของตัวเอง โดยรายแรกเพิ่งทำแฮตทริกช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ บุกไปถล่ม ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 5-0 ในเกมลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จนทำให้ฤดูกาลนี้เขาทำประตูในลีกไปแล้ว 17 ลูก มากกว่า มาเน่ 1 ประตู

    ซูเนสส์ กล่าวระหว่างทำหน้าที่กูรูของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีหลังจบเกมที่ แมนฯ ซิตี้ ชนะ ไบรท์ตันฯ ว่า "สเตอร์ลิง น่ะเป็นของจริง ทุกทีมในโลกคงอยากมีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า หรือ บาเยิร์น มิวนิค สเตอร์ลิง อายุน้อยกว่านิดหน่อย ทั้งคู่มีคุณภาพในแบบที่คล้ายๆ กัน แต่ สเตอร์ลิง ก็อยู่ในระดับเดียวกับ มาเน่ ได้แล้ว (ทั้งที่อายุน้อยกว่า)

    "มาเน่ เป็นยอดนักรบ และแน่นอนว่าตอนนี้ทุกทีมอยากมีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมเช่นกัน มาเน่ อยู่ในระดับสูงได้ในตอนที่เขามีอายุ 28 ปี ส่วน สเตอร์ลิง ทำได้ในตอนที่มีอายุ 25 ปี และที่จริงเขายังเหลือเวลาอีก 3 ปีก่อนจะถึงช่วงพีคในอาชีพการค้าแข้งด้วยซ้ำ (อ้างอิงจากการที่หลายคนมักจะคิดว่านักฟุตบอลจะเข้าช่วงพีคในอายุ 28-29 ปี) ดังนั้นผมเลยคิดว่าเขาเหนือกว่านิดหน่อย"

ชีวิตหลงทางผิด..พ่อป่วยหนัก เป็นตัวแถมที่ใครไม่เอา

ในบรรดานักฟุตบอลดาวรุ่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ "โก้" สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ จัดเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งระดับแถวหน้าที่น่าจับตามองในฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นและลูกยิงไกลที่เรียกกันว่า "ลูกไฟ" ติดตาแฟนบอลในหลาย ๆ ประตู
    เส้นทางฟุตบอลของ "เจ้าโก้" เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ คุณพ่อจะเป็นคนคิดตำราขึ้นมาสอนลูกชายทั้ง 3 คน ซึ่งประกอบด้วยคนโต ปกเกล้า คนกลาง บารมี และคนเล็ก คือตัวของ สรรเสริญ และทุกคนก็เล่นในตำแหน่งกองกลางด้วยกันทั้งหมด

    จนเมื่ออายุ 12-13 ปี มีโอกาสโชว์ฟอร์มเข้าตาโค้ชทีมเยาวชนจากนิวซีแลนด์ และถูกทาบทามไปเรียนและเล่นที่นั่น ด้วยสัญญา 3 ปี โดยการชักชวนของ วินสตัน ลูเฟอร์ อดีตดาวเตะทีมเบรเมน ในบุนเดสลีกา ของเยอรมัน โดยไปกัน 2 คนพี่น้อง บารมี และ สรรเสริญ

    แม้สัญญาจะเซ็นกัน 3 ปี แต่ 2 คนพี่น้องตระกูล ลิ้มวัฒนะ ได้อยู่ 4 ปีที่นิวซีแลนด์ โดยปีสุดท้ายมีโอกาสได้เล่นในลีกสูงสุดของนิวซีแลนด์ แต่เล่นไปแค่ 3 แมตช์ ดันเจ็บยาว ประกอบกับคุณย่าแท้ ๆ เสียชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย ทิ้งการเล่นฟุตบอล และการเรียนที่ยังไม่จบในระดับม.ปลายไปด้วย

    เมื่อกลับมา "เจ้าโก้" มีอายุ 17 ปี ได้เล่นให้กับ ศรีราชาบ้านบึง รุ่นเดียวกับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ในดิวิชั่น 1 ก่อนจะย้ายไปพร้อมกับพี่ชาย บารมี ไปที่บุรีรัมย์

    จากบุรีรัมย์เล่นไปเกือบ 2 ปี เจ้าตัวย้ายออกมาอยู่กับแบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ถูกยืมไปเล่นพิจิตร เอฟซี กลับมาเล่นแบงค็อก อีก 1 ปี ก็ถูกปล่อยยืมไป อุบล ยูเอ็มที 1 ปี และยืมไปสุโขทัย เอฟซี อีก 1 ปี กลายเป็นนักเตะจอมพเนจร เมื่อหมดสัญญากับแบงค็อก จึงย้ายมาอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี

    การย้ายมาท่าเรือครั้งนี้ มีข่าวว่า เจ้าตัวถูกแถมมากับดีลการซื้อ สุมัญญา มาอยู่ท่าเรือ ทั้งที่เจ้าตัวเคยโด่งดังกับการเล่นให้ทีมเยาวชนไทย 17 ปี, 19 ปี, 21 ปี และ 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย


    สิ่งที่ทำให้ "เจ้าโก้" สรรเสริญ ไปไม่ไกลเท่าที่หลาย ๆ คนคาดหวัง เจ้าตัวเปิดใจว่า มาจากการใช้ชีวิตกินเที่ยวกลางคืน เหมือนคนเก็บกด เพราะตอนย่างวัยรุ่นอยู่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่ได้เที่ยว เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย มีโอกาสได้อยู่ทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ และแบงค็อก ได้เงินเดือนสูง ทำให้เจ้าตัวเที่ยวสะบัด

    "ผมเที่ยวกลางคืนทุกครั้งที่ว่าง ใช้ชีวิตแบบเสเพลสุด ๆ บางทีก็มีอาการแฮ้งค์ตอนมาซ้อม มีผลต่อสภาพร่างกายชัดเจน ผมซ้อมหนักแบบคนอื่นไม่ไหว ทำให้ถูกปล่อยยืมเป็นว่าเล่น กลายเป็นทีมต้นสังกัดไม่ต้องการ แต่ตอนนั้นก็ยังติดเที่ยวไม่ได้คิดอะไร"

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าตัวคิดได้ คือ เมื่อมาอยู่ท่าเรือ แบบแถมมาในแพ็คเกจของ สุมัญญา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ กองกลางดาวรุ่งรายนี้คิดได้

    "ผมมานั่งคิดว่า ทำไมผมเป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอา เหมือนเขาไล่ผมไปอยู่ทีมโน้นทีมนี้ ผมก็อยากเล่นให้กับทีมตัวเองบ้าง อย่างท่าเรือแม้จะได้ข่าวว่าแถมมา แต่ผมต้องขอบคุณ มาดามแป้ง คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ให้โอกาสผมอีกครั้ง"

    "อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกเสเพล คือ คุณพ่อผมป่วยหนัก เป็นมะเร็ง ทำให้ผมอยากทำอะไรเพื่อให้พ่อที่คอยปลุกปั้นผมมาจนถึงทุกวันนี้ได้ชื่นใจบ้าง และสองอย่างนี้คือ เหตุผลที่ทำให้ผมเปลี่ยนตัวเอง เลิกเที่ยว และหันมาฟิตซ้อมดูแลร่างกายตัวเองเต็มที่ จากปีที่แล้วน้ำหนักผม 78 ก.ก. ตอนนี้เหลือ 69 ก.ก.แล้ว เหมือนผมกลับมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่ และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีแล้ว ผมยังเชื่อว่าผมจะกลับมาได้ ผมอยากจะโชว์ฟอร์มเป็น "นิวโก้" เพื่อยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของการท่าเรือ และอยากติดทีมชาติชุดใหญ่กับเขาสักครั้งหนึ่ง"

 

เผยท่าทีล่าสุดของลิเวอร์พูลเรื่องดีลติอาโก้

อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชื่อก้อง ระบุ ลิเวอร์พูล ไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาร่วมทีมเลย โดยทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะล่าตัวเขาและนักเตะชื่อดังคนอื่นๆ ถ้าหากมีกำลังหลักคนไหนบอกลา "หงส์แดง" เท่านั้น

    ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่ได้กำหนดให้การดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลาง บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพ เป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดแต่อย่างใด ตามรายงานของ อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาระดับโลก

    "หงส์แดง" ตกเป็นข่าวกับ ติอาโก้ อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตดาวเตะ บาร์เซโลน่า ต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ ภายหลังเล่นในเยอรมนีมาตั้งแต่ปี 2013 ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ก็ชื่นชอบฝีเท้าของเขามานานแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ล่าสุด อีเอสพีเอ็น บอกว่าตอนนี้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้คิดว่าพวกเขาจำเป็นต้องดึงแข้งชื่อดังมาร่วมทีมเลย และจะยอมซื้อนักเตะชื่อก้องมาร่วมทัพก็ต่อเมื่อมีแข้งกำลังหลักคนไหนย้ายออกจากทีมเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ คล็อปป์ และบอร์ดบริหารด้านการเสริมทัพของสโมสรที่นำโดย ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้อำนวยการกีฬาฝีมือดีก็มั่นใจว่าบรรดาแกนหลักในขุมกำลังชุดปัจจุบันจะยังอยู่กับทีมต่อไป นอกจากนี้ สื่อเจ้าเดิมเสริมว่า คล็อปป์ ก็ยังพอใจในตัว นาบี เกอิต้า และ เคอร์ติส โจนส์ ด้วยเช่นกัน

สนับสนุนเต็มที่!ฮามันน์เชียร์ลิเวอร์พูลเดินหน้าดีลติอาโก้

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล มีข่าวกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด ดีทมาร์ ฮามันน์ ก็สนับสนุนดีลนี้อย่างเต็มที่ โดยบอกว่าปัจจุบันแผงกองกลางของ ลิเวอร์พูล มีเพียงพวกสายบู๊วิ่งไล่ ต่างกับ ติอาโก้ ที่เป็นจอมเทคนิค
    ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตกองกลางคนดังของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สนับสนุนให้ "หงส์แดง" คว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพให้ได้ เพราะเชื่อว่าเขาจะเป็นกำลังหลักให้ "หงส์แดง" ได้

 

    ติอาโก้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ตกเป็นข่าวกับ ลิเวอร์พูล หนักที่สุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่ว่ากันว่าดาวเตะดีกรีทีมชาติสเปนต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ และอยากย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วย ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ก็ชื่นชอบฝีเท้าของเขามานานแล้ว

    ฮามันน์ เผยว่า "ในวัย 29 ปีน่ะ ตอนนี้มันถือว่าเขาไม่เข้ากับนโยบายการเสริมทัพของ ลิเวอร์พูล สักเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังคิดว่านี่จะเป็นการเสริมทัพที่สมเหตุสมผล เพราะตอนนี้กองกลางที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีอยู่ในทีมน่ะเป็นพวกสายบูมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่ และ นาบี เกอิต้า เขาสามารถใช้งานนักเตะจอมเทคนิคอย่าง ติอาโก้ ได้เลย"

    "เงินจำนวนนั้น (ว่ากันว่า ติอาโก้ ถูกตั้งค่าตัวเอาไว้ที่ 30 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท) จะถือเป็นดีลที่ดีมากๆ ในช่วงเวลาที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ลิเวอร์พูล อยากให้ราคามันถูกๆ อยู่แล้ว ติอาโก้ อายุ 29 ปีแล้ว และเมื่อทุกคนฟิตกันแล้วน่ะ กองกลางที่ บาเยิร์น เลือกใช้งานก็จะเป็น โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ตซ์ก้า และ โธมัส มุลเลอร์ เขาจะต้องตกเป็นตัวสำรองเป็นหลัก"

    "ติอาโก้ เคยมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมกับทีม ผมชอบดูการเล่นของเขา แต่ข้อเท็จจริงที่โหดร้ายก็คือ บาเยิร์น ไม่เคยไปถึงนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เลยในช่วงที่เขาอยู่กับทีม ถึงกระนั้นผมก็ยังคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ ลิเวอร์พูล ควรจะล่าตัวมาร่วมทัพให้ได้มากที่สุดอยู่"

กลับอังกฤษ!เผยทีมชปช.สนดึงเจอร์ราร์ดนั่งเก้าอี้กุนซือ

เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อของอังกฤษ ตีข่าว สตีเว่น เจอร์ราร์ด กุนซือ เรนเจอร์ส กำลังตกเป็นเป้าหมายของ สตีฟ แลนส์ดาวน์ เจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ หลังจากที่ บริสตอล เพิ่งสั่งเด้ง ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
    สตีฟ แลนส์ดาวน์ มหาเศรษฐีและเจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ สโมสรในระดับ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ กำลังเล็งที่จะดึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส สโมสรในศึก สกอตติช พรีเมียร์ชิพ มาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ตามรายงานของ เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    แลนส์ดาวน์ เพิ่งสั่งปลด ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ทีมมีผลงานน่าผิดหวังจนถึงขั้นไม่ชนะใครมา 9 นัดติดต่อกัน โดยพอ จอห์นสัน โดนเด้งออกจากตำแหน่ง บริสตอล ก็ชนะ 2 นัดติดต่อกันทันทีเลย

    นอกจาก เจอร์ราร์ด แล้วนั้น คริส ฮิวจ์ตัน อดีตกุนซือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ลี โบว์เยอร์ อดีตแข้งคนดังที่ตอนนี้คุม ชาร์ลตัน แอธเลติก อยู่ และ ไรอัน โลว์ นายใหญ่ พลีมัธ อาร์ไกล์ ก็อยู่ในลิสต์ที่ แลนส์ดาวน์ เล็งเอาไว้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เดลี่ เอ็กซ์เพรส บอกว่าตำนานกองกลาง ลิเวอร์พูล คือคนที่ แลนส์ดาวน์ เชื่อว่าจะทำให้ทีมเลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีก ตามที่ตนวาดฝันเอาไว้ได้

    สำหรับ เจอร์ราร์ด นั้น ทำผลงานได้น่าประทับใจพอตัวนับตั้งแต่ที่เข้าคุม เรนเจอร์ส ในช่วงกลางปี 2018 แม้ว่าจะยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้เลยก็ตาม โดยเขามีเปอร์เซ็นต์พาทีมชนะราว 60 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม มันก็จะเป็นงานยากสำหรับ บริสตอล ที่จะดึง เจอร์ราร์ด มาเป็นกุนซือคนใหม่ได้ เพราะเขาเพิ่งต่อสัญญากับ เรนเจอร์ส จนถึงปี 2024 ไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ชไนเดอร์ลินโทษตัวเองล้มเหลวกับแมนยู

มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน มิดฟิลด์สโมสรนีซ ยันตนทำผิดพลาดที่ไม่รู้จักอดทนช่วงที่เล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ระบุไม่เคยเสียใจที่ย้ายไปร่วมชุด "เร้ด เดวิลส์" เพราะได้รับประสบการณ์ที่แสนวิเศษมากมาย

    มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน กองกลางเลือดเฟร้นช์ของ นีซ สโมสรดังแห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส ไม่โทษใครนอกจากตัวเองกับความล้มเหลวตอนที่ย้ายไปเล่นให้กับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมระบุไม่เสียใจที่ย้ายไปที่นั่น เพราะได้รับประสบการณ์ที่ดีๆ มากมาย

    หลุยส์ ฟาน กัล ที่ในเวลานั้นยังนั่งกุมบังเหียน "เร้ด เดวิลส์" จัดการดึงตัว ดาวเตะดีกรีทีมชาติฝรั่งเศส มาจาก "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (ราว 950 ล้านบาท) เมื่อปี 2015 แต่ตลอดช่วง 2 ฤดูกาลในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้เลย จนสุดท้ายโดน โชเซ่ มูรินโญ่ ขายทิ้งไปให้กับ เอฟเวอร์ตัน

    แม้ว่าจะล้มเหลวในฐานะนักเตะ "ผีแดง" ก็ตาม แต่ ชไนเดอร์ลิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องเสียใจที่ย้ายไปเล่นให้สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ที่สำคัญยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด "มันเป็นความภาคภูมิใจสำหรับผม (ที่ได้เล่นกับแมนฯ ยูฯ) มันเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"

        "ผมอยากมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานๆ ซึ่งมันคงทำให้เส้นทางของผมแตกต่างไปจากนี้ แต่แน่นอนว่าผมต้องตำหนิตัวเอง ผมควรจะมีความอดทนมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามผมไม่เคยเสียใจอะไรทั้งนั้น มันเป็นประสบการณ์ที่แสนวิเศษสำหรับผม" ชไนเดอร์ลิน ระบุ

ต้อง 3 แต้มเท่านั้น ! ผ่า 5 ข้อสำคัญลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน เตรียมจัดทัพใหญ่บุก อาร์เซน่อล ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในวันพุธที่ 15 กรกฏาคมนี้ โดยพวกเขามุ่งมั่นที่จะเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อที่จะกรุยทางสู่การทำแต้มเกิน 100 คะแนนในฤดูกาลนี้
    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา "หงส์แดง" ทำสองแต้มหลุดมือจากการที่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ ที่แอนฟิลด์ ทำให้พวกเขาเสียสถิติชนะในบ้าน 100 เปอร์เซนต์ และยังทำให้โอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์เกมลีกด้วยการเก็บคะแนนเกิน 100 แต้มอาจจะลดน้อยถอยลง เพราะเหลือเกมให้แข่งอีกแค่ 3 แมตช์เท่านั้น

    ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องเก็บ 3 คะแนนในแมตช์พบ "เดอะ กันเนอร์" เพื่อเป็นการกรุยทางสู่การสร้างสถิติแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ได้ เพราะหากพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะที่เหลืออยู่ได้ทั้งหมด จะทำให้ทีมคว้าไป 102 แต้มแซง "เรือใบสีฟ้า" ที่เคยทำได้ 100 คะแนนเมื่อซีซั่น 2017/2018

    นอกจากนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็คงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการเล่น เพราะเขายังมีลุ้นคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุด เนื่องจากยิงไปแล้ว 19 ประตู ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ 4 ลูกเท่านั้น  ฉะนั้นแมตช์นี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คล็อปป์ และลูกทีมของเขาจะมาพร้อมกับความมุ่งมั่นเต็มพิกัด

1. เดินหน้าสร้างสถิติเก็บเกินร้อยแต้ม

    หลังจากที่ทำพลาดเสียสถิติชนะรวดในแอนฟิลด์ แมตช์เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ยังมีภารกิจในการสร้างความสะใจให้กับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" ด้วยการเก็บแต้มให้ได้เกิน 100 คะแนนซึ่งจะเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    ตอนนี้ ลิเวอร์พูล มี 93 คะแนน และเหลือเกมลงแข่ง 3 แมตช์ทั้งหมด 9 คะแนน หากสามารถเก็บชัยชนะได้หมด จะทำให้พวกเขาเก็บคะแนน 102 แต้ม และจะเป็นการทำลายสถิติของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำเอาไว้ 100 คะแนน เมื่อฤดูกาล 2017/2018

    ฉะนั้นในแมตช์ต้องออกไปเยือน อาร์เซน่อล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในวันพุธนี้ คล็อปป์ คงหวังกระตุ้นให้ลูกทีมเดินหน้าเอา 3 คะแนนกลับบ้านให้ได้ เพราะนั่นจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำลายสถิติเก็บแต้มสูงสุด แต่หากไม่สามารถทเก็บชัยชนะได้ ทุกอย่างก็จบ

    แม้หลายคนอาจจะมองว่าการเก็บมากกว่า 100 คะแนนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก็ได้ แต่สำหรับ คล็อปป์ หากทีมสามารถเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจสำหรับการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า

2. ฟาน ไดค์ ใกล้ทาบสถิติ ฟาวเลอร์

    เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ คือนักเตะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไว้วางใจมาก และเป็นผู้เล่นที่เป็นเสาหลักของทีมมาตลอดนับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับ "เดอะ เร้ดส์" เมื่อเดือนมากราคม 2018 โดยความสำเร็จที่ทีมได้มาส่วนหนึ่งมาจากการคุมเกมรับของดาวเตะเลือดดัตช์

    สำหรับตอนนี้ ฟาน ไดค์ มีโอกาสที่จะได้ใส่ชื่อตัวเองลงในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังของสโมสรในฐานะนักเตะที่ลงเล่นครบ 38 แมตช์สองฤดูกาลติดต่อกัน ซึ่งเทียบเท่ากับที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เคยทำเมื่อฤดูกาล 1994/1995 (เป็นซีซั่นที่มีทั้งหมด 42 เกม) และ 1995/1996

    เมื่อฤดูกาล 2018/19 ฟาน ไดค์ ลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ทุกเกมในลีก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกได้ แต่ในซีซั่นนี้ ปราการเหล็กทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนามครบ 35 เกมแล้ว และหากอีก 3 แมตช์เจ้าตัวยังได้ลงเล่น นั่นหมายความว่าเขาจะมีสถิติเทียบเท่ากับ "เดอะ ก็อต" ทันที

    อย่างไรก็ตามสถิตินี้ดูเหมือนจะมีความหมายกับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" อย่างมาก เพราะการที่ ฟาน ไดค์ ได้ลงคุมเกมรับทุกแมตช์ในลีก ทำให้ ทีมสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 30 เกม เสมอ 3 และแพ้ 2 เท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเขาผงาดคว้าแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่

3.  ฟีร์มีโน่ ตัวแสบของ อาร์เซน่อล

    แม้ว่า โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ อาจจะไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นประตูระเบิดเถิดเทิงก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ ลิเวอร์พูล มีคิวดวลกับ อาร์เซน่อล ไม่ว่าจะเป็นเกมเหย้า หรือเยือน สตาร์ลูกหนังชาวบราซิเลียน มักจะเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้ทุกครั้ง และยิงประตูใส่ "เดอะ กันเนอร์" บ่อยๆ

    ดาวเตะทีมชาติบราซิล มีสถิติที่สวยหรูในการดวลกับ อาร์เซน่อล โดยเขาจัดการซัดไปแล้ว 8 ประตู นั่นหมายความว่าเขาสามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า มากกว่าเวลาที่ลงสนามช่วย "หงส์แดง" ดวลกับสโมสรอื่นๆ ซะอีก

ต้อง 3 แต้มเท่านั้น ! ผ่า 5 ข้อสำคัญลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล
    ที่สำคัญ "บ็อบบี้" ต้องการอย่างน้อย 2 ประตูในการสู้กับยอดทีมแห่งลอนดอนเหนือ ซึ่งจะทำให้เขาเขียนชื่อตัวเองลงในเกียรติประวัติส่วนตัวในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล ที่ยิงประตูใส่ อาร์เซน่อล ได้มากที่สุด แซงหน้า กอร์ดอน ฮ็อดจ์สัน กับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ สองตำนานสโมสร ที่ซัดกันไปคนละ 9 ประตู ในแมตช์ดวลกับ "ไอ้ปืนใหญ่"

4. บังโม ลุ้นดาวซัลโว

    การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักเตะทุกคน โดยเฉพาะกับทัพ "หงส์แดง" ที่รอคอยมานานถึง 3 ทศวรรษ แต่สำหรับ  โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังมีภารกิจที่จะต้องพยายามทำให้ได้นั่นก็คือการไล่ล่ารองเท้าทองคำสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

    ในเกมที่เสมอ เบิร์นลี่ย์ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับ "บังโม" เพราะเขามีโอกาสที่จะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายหลายครั้ง แต่ต้องผิดหวังเพราะโดนปฏิเสธจากความเหนียวหนึบของ นิค โป๊ป ทำให้สกอร์รวมในการยิงประตูในลีกของเขายังคงอยู่ที่ 19 ลูกเท่าเดิม

    สำหรับตอนนี้ "คิง ออฟ อียิปต์" ยังตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงเลือดผู้ดี "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตะบันไปแล้ว 23 ประตูถึง 4 ลูก ฉะนั้นในแมตช์ที่พบกับ อาร์เซน่อล นั้น ซาลาห์ คงต้องมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ๆ จะยิงประตูให้ได้ เพราะหากเกมนี้พลาด อีกสองแมตช์ที่เหลือคงยากจะตาม วาร์ดี้ ทัน

    ทั้งนี้ ซาลาห์ คว้ารางวัลรองเท้าทองคำ หรือ ดาวซัลโวสูงสุด ในศึกพรีเมียร์ลีก มาแล้ว 2 สมัยซ้อน โดยสมัยล่าสุดเป็นการครองรางวัลร่วมกันกับ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอก "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล และ ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวจี๊ดจากค่ายแอนฟิลด์

5. ตัวจริงชุดใหญ่จัดหนักไม่เกรงใจ

    คล็อปป์ ยังคงเดินหน้าจัดทีมชุดใหญ่ในเกมเยือน อาร์เซน่อล โดยตำแหน่งผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ในขณะที่ฟูลแบ็กแน่นอนว่าจะเป็นการกลับมาทำงานร่วมกันของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ในส่วนของเซนเตอร์แบ็กต้องเป็น เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ จับคู่กับ โจ โกเมซ

    ในส่วนของแดนกลาง กุนซือชาวเยอรมัน จะใส่ชื่อของ ฟาบินโญ่ และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ยืนเป็นเสาหลัก โดยเกมนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ นาบี เกอิต้า จะได้ลงมาโชว์ฝีท้า หลังจากผลงานในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้าดีเยี่ยม และทำให้ คล็อปป์ ประทับใจ

    สำหรับแนวรุกยังคงหนีไม่พ้นสามประสาน "หินเหล็กไฟ" (เอสเอ็มเอฟ) ได้แก่ ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โดยในรายของ สตาร์เลือดแซมบ้า ค่อนข้างถูกโฉลกในการยิงประตูอาร์เซน่อล ขณะที่ ดาวเตะชาวอียิปต์ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะซัดประตูเจ้าบ้าน เพื่อหวังที่จะลุ้นดาวซัลโวสูงสุดในซีซั่นนี้
   
คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริง ลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล

ผู้รักษาประตู :  อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม

กองหน้า :  ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์

อยู่ต่อหรืออำลา?สื่อประโคมป็อกบาตัดสินอนาคตกับแมนยูแล้ว

หลังจากที่อนาคตของ ปอล ป็อกบา มีความไม่แน่นอนในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าตัวก็ใกล้ที่จะตกลงเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมแล้ว โดยจะมีผลถึงปี 2025 เลย ตามการเปิดเผยของ เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษ

    ปอล ป็อกบา กองกลางชาวฝรั่งเศสของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ใกล้ที่จะตกลงต่อสัญญากับทีมแล้ว ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อของเมืองผู้ดี

    ป็อกบา เคยส่อแววว่าจะย้ายทีมตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน หลังจากที่ตอนนั้นมีข่าวว่าเขาไม่มีความสุขกับการเล่นให้ทีมอีกต่อไป แถม มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของเจ้าตัวยังชอบให้สัมภาษณ์ในเชิงที่ว่าดาวเตะเลือดน้ำหอมจะย้ายทีมแน่นอนด้วย โดยที่ เรอัล มาดริด กับ ยูเวนตุส คือทีมที่มีข่าวกับเขามากที่สุด

    อย่างไรก็ตาม พักหลังมานี้ ป็อกบา ดูมีความสุขกับการเล่นให้ทีมมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านที่ได้ประสานงานกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มิดฟิลด์ชาวโปรตุกีสที่เพิ่งย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็ทำให้ตอนนี้แข้งวัย 27 ปีเปลี่ยนใจเป็นพร้อมอยู่กับทีมต่อแล้ว

    เดิมทีสัญญาฉบับปัจจุบันของ ป็อกบา มีผลจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าเท่านั้น พร้อมกับมีอ็อปชั่นขยายสัญญา 1 ปี ซึ่ง เดอะ ซัน ระบุว่าสัญญาฉบับใหม่จะมีระยะเวลาถึง 5 ปี หรือก็คือจะไปหมดอายุในปี 2025 และ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มั่นใจด้วยว่าจะประกาศถึงข่าวการต่อสัญญาของ ป็อกบา อย่างเป็นทางการได้ตอนจบฤดูกาลนี้