เซอร์ไพรส์! สเปอร์สจ่อคว้าโจ ฮาร์ท-เหลือแค่ตรวจร่างกาย

 

บีบีซี สปอร์ต สื่อดังจากอังกฤษ รายงานว่า ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว โจ ฮาร์ท อดีตนายด่านทีมชาติอังกฤษ มาร่วมทีมเรียบร้อยแล้ว โดยเหลือเพียงขั้นตอนการตรวจร่างกายเท่านั้น ก่อนจะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

    ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว โจ ฮาร์ท ผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติอังกฤษมาร่วมทีมแบบไร้ค่าตัวเป็นที่เรียบร้อย โดยเหลือเพียงขั้นตอนการตรวจร่างกายเท่านั้น ตามรายงานจาก บีบีซี สปอร์ต สื่อดังจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ฮาร์ท วัย 33 ปี เพิ่งจะหมดสัญญากับ เบิร์นลีย์ หลังจบฤดูกาลที่ผ่านมาทำให้เจ้าตัวกลายเป็นนักเตะฟรีเอเจนต์ ก่อนที่ล่าสุด "ไก่เดือยทอง" จะตัดสินใจเซ็นสัญญาดึงตัวมาร่วมทีมเพื่อมาเป็นตัวสำรองของ อูโก้ โยริส นายประตูมือหนึ่ง แต่ต้องมาแย่งชิงมือสองกับ เปาโล กาซซานิก้า หลังจากทีมเพิ่งปล่อยตัว มิเชล ฟอร์ม นายด่านตัวสำรองที่หมดสัญญาออกไป

    สำหรับ ฮาร์ท จะกลายเป็นการเสริมทัพรายที่สองของ สเปอร์ส ในช่วงซัมเมอร์นี้ต่อจาก ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก กองกลางทีมชาติเดนมาร์กที่ดึงมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน

ใครนะ!โดน”ดีทมาร์ ฮามันน์”ไล่ให้กลับไทยไปทำนา

อดีตนักเตะดังอย่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ เคยบอกให้นักเตะไทย รายหนึ่งไปทำนาดีกว่าหากเล่นฟุตบอลได้แค่นี้ !
   
นักเตะคนนั้นไม่ใช่ใคร เขาคือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นั่นเอง อดีตกองกลาง ดีกรีทีมชาติ เยอรมัน ที่เคยค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค , นิวคาสเซิล , ลิเวอร์พูล , โบลตัน ฯ , มิลตัน คีนส์ ดอน  ไล่ให้"เจ้าคาร์" กลับมาทำนาที่เมืองไทยมาแล้ว เมื่อตอนที่ "เจ้าคาร์" ไปร่วมซ้อมกับทีม "เรือใบสีฟ้า " แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา สมัยที่ ทีม "เรือใบสีฟ้า " มีเจ้าของทีมเป็นคนไทย อย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง

    ห้วงเวลานั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ให้โอกาส 3 นักเตะไทยไปฝึกลูกหนังกับ ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้ง 3 คนคือ "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา อดีตแข้ง เอสซีจี เมืองทองฯที่ ค้าแข้งอยู่กับ ชิมิสึ เอสพัลส์ ในเจลีก ขณะนี้ , สุรีย์ สุขะ อดีตแข้งดัง ชลบุรีฯ ที่ตอนนี้เล่นกับ สิงห์ระฆังทอง และอีกรายก็คือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นักเตะจากเมืองดอกบัว จ.อุบลฯ ที่ตอนนั้นเล่นกับ "ฉลามชล" นั่นเอง

    ปัจจุบันในวัย 34 ปี "เจ้าคาร์" อำลา การเป็นนักเตะไปแล้ว ตั้งแต่ตอนอายุ 32 ปีด้วยซ้ำไป โดยกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จ.อุบลราชธานี ทีมสุดท้ายที่ เขาเล่นคือ โปลิศ เทโรฯ แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง บริเวณ หมอนรองกระดูกหัวเข่าขวา อักเสบ เลยทำให้เขาไม่สามารถไปต่อในฐานะพ่อค้าแข้งได้

    ปูมหลังของ "เจ้าคาร์" เขาเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่ โรงเรียนศรีประทุมพิทยาคม บ้านเกิด แต่ สถาบันการศึกษาที่ทำให้"เจ้าคาร์"ได้เดินสู่การเป็นพ่อค้าแข้งจริงจังก็คือ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ที่เป็นแหล่งผลิตนักเตะให้"ฉลามชล" และหลายๆทีมในเครือเมืองชล ต่อจากอสช.ศรีราชา  นั่นเอง ที่เขามาเรียนระดับม.ปลายที่นี่และก้าวเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในที่สุด ก่อนจบปริญญาตรี ม.กรุงเทพธนบุรี

    ด้านการรับใช้ชาตินั้น "เจ้าคาร์" เริ่มต้นติดธงหนแรกชุด ยช. 16 ปี ที่ มี"โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ทำทีม  ตอนเรียน ม.4 นักเตะชุดนั้นมี เจษฎากรณ์ เหมแดง , ภานุวัฒน์ จินตะ , อาทิตย์ สุนทรพิธ อดีตเพื่อนร่วมทีม"ฉลามชล"

    จากนั้นติดยช.19 ปี ที่มี"โค้ชหรั่ง"ชาญวิทย์ ผลชีวิน คุมทัพ ก่อนจะติดทีมชุดปรีโอลิมปิก และติดธงชุดใหญ่หนแรกในวัยแค่ 19 ปีเคยเล่นกับรุ่นพี่อย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง , ธชตะวัน ศรีปาน ในศึกอช.คัพ เมื่อปี คศ. 2007 , คัดเลือกฟุตบอลโลก ก็เคยติดมาแล้ว

    "เจ้าคาร์"  เล่นซีเกมส์ 3 ครั้ง ได้แชมป์  2 สมัยที่ ฟิลิปปินส์ และไทย อีกครั้งก็คือ ที่ ลาว 

    เมื่อปี ค.ศ. 2008 หรือเมื่อราว 12 ปีที่แล้ว แม้จะไม่สามารถฝ่ากำแพงสู่การเป็นนักเตะอาชีพในลีกดังอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษได้แต่ก็ทั้ง 3 รายได้รับการส่งต่อโดย "เจ้ามุ้ย" กับ สุรีย์ ถูกส่งไปซ้อมกับ กลาส ฮอปเปอร์ ซูริค ทีมดังลีกสวิตเซอร์แลนด์ ส่วน "เจ้าคาร์" ได้ไปซ้อมกับ คลับ บรูซ ของเบลเยียม โดย"เจ้าคาร์" หอบเงินกลับมาราว 4 ล้านบาท ในครั้งนั้น

    "เจ้าคาร์" เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ เขาโดน ดีทมาร์ ฮามันน์ ไล่ให้กลับไทยมาทำนา ประมาณ ว่า เล่นฟุตบอลเหมือนควาย นั้นเกิดตอนที่ผมซ้อมกับ แมนฯซิตี้ มีจังหวะหนึ่งที่ผมส่งบอลผิดจังหวะไปให้ ดีทมาร์ ฮาร์มันน์ แบบส่งบอลเสียเลยทำให้ นักเตะเยอรมัน รายนี้อารมณ์เสียของขึ้น 555 พี่แกเลยด่าใส่ผม แต่ผมไม่โกรธนะครับ เพราะเราส่งบอลให้เขาไม่ดีจริงๆ"

    เส้นทางลูกหนังของ"เจ้าคาร์" นั้นเขาเล่นกับ ชลบุรีฯ ตั้งแต่อายุ 15-27 ปี จากนั้น ไปอยู่กับ "กว่างโซ้ง" สิงห์เชียงรายฯ 3 ฤดูกาลครึ่ง และกลับมาอยู่กับชลบุรีฯ 6 เดือนในเลกสองฤดูกาล พ.ศ. 2560  และ โปลิศเทโรฯ ที่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่เกมเดียว กระทั่ง ล่าสุดอยู่กับ โปลิศ เทโรฯ แต่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นัดเดียว

    วันนี้ชีวิตของ"เจ้าคาร์ "มีความสุขดี มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 30 ไร่ ซึ่ง 25 ไร่เป็นที่นา อีก 5 ไร่ เป็นที่ติดถนน คิดมูลค่าทั้งหมดก็น่าจะตัวเลขหลายล้านบาท

    "เจ้าคาร์" ร่วมกับ พี่ชาย ประวุฒินันท์ สายแวว นักเตะรุ่นเดียวกับธีรศิลป์ แดงดา ที่จบการศึกษาจากม.มหิดล และเป็นโค้ชดีกรี ซีไลน์เซนส์ เอเอฟซี โดยอะคาเดมี่ที่ใช้ชื่อเขาเอง ว่า เกียรติประวุฒิ อะคาเดมี่ ตั้งอยู่อ.เมือง จ.อุบลฯที่สนาม ทูเดย์ สเตเดี้ยม อยู่ข้างๆ แมคโคร อุบลฯ ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ เบอร์ 082-2026168 หรือเฟสบุ๊ค เกียรติประวุฒิ อคาเดมี่

 

ดีหรือด้อยกว่า? เทียบผลงาน ก็องเต้ กับ 3 มิดฟิลด์ แมนฯ ยูไนเต็ด

ทำเอาหลายคนแปลกใจพอตัวเมื่อ สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ซึ่งต่างก็เป็นบริษัทรับพนันถูกกฎหมายของอังกฤษออกมาให้ราคาเหมือนกันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ เชลซี ไปเสริมทัพภายในช่วงซัมเมอร์นี้

   จริงอยู่ว่ามันมีข่าวมาพักหนึ่งแล้วว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี อยากผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ และคิดว่า ก็องเต้ ไม่ได้เป็นฟันเฟืองหลักของทีมแล้ว หลังจากที่พักหลังเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยพอตัว แต่การที่ ก็องเต้ ถูกมองว่ามีโอกาสย้ายไปอยู่กับ "ปีศาจแดง" ซึ่งเป็นทีมจากลีกเดียวกับ เชลซี มากที่สุด มันก็ถือว่าน่าตกใจพอตัว

 

   แน่อนนว่าถ้า ก็องเต้ ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็จะทับตำแหน่งกับทั้ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เนมานย่า มาติช และ เฟร็ด ดังนั้นวันนี้เราจะมาลองดูกันว่าใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุดนั้น ก็องเต้ มีผลงานในแต่ละด้านเหนือหรือด้อยกว่าทั้ง 3 คนนั้น

 – เกมรับ

 

   แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญอย่างมากของกองกลางตัวรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด อยากใช้ 2 ใน 3 ของแผงกลางเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ปอล ป็อกบา แล้วล่ะก็ มิดฟิลด์อีก 1 รายก็จำเป็นต้องเล่นเกมรับให้โดดเด่นเป็นพิเศษ เพื่อที่ ป็อกบา จะได้ไม่ต้องมาพะวงช่วยเกมรับ และประสานงานกับ บรูโน่ ได้อย่างเต็มที่

   ทั้งนี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็องเต้ ยังอ่านเกมได้ดีจนตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบในลีกได้เฉลี่ยแล้ว 2 ครั้งต่อเกม ซึ่งถือว่าเหนือกว่า 3 มิดฟิลด์ตัวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งหมด โดยคนที่ใกล้เคียงกับเขามากที่สุดคือ เฟร็ด ที่ทำได้ 1.3 ครั้งต่อเกม ตามมาด้วย แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 1.1 ครั้งต่อเกม และ มาติช ที่จำนวน 1 ครั้งต่อนัด

 

   นอกจากนี้ ก็องเต้ ยังสามารถเคลียร์บอลพ้นพื้นที่อันตรายได้ดีกว่าอีก 3 คนด้วย เพราะทำได้เฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อนัด ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ตามมาเท่ากันที่ 1.2 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ทำได้น้อยสุดที่ 0.9 ครั้งต่อนัด

   ขณะเดียวกัน มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสของ เชลซี ยังโดนคู่แข่งเลี้ยงผ่านในลีกเพียงเฉลี่ย 0.9 ครั้งต่อนัดเท่านั้นด้วย ซึ่งตรงนี้เขาเป็นรองเพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำได้ 0.6 ครั้งต่อเกม เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น หากเทียบเฉพาะ 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดย มาติช โดนเลี้ยงผ่านเฉลี่ย 1.1 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ถูกคู่แข่งกระชากผ่านไป 2.6 ครั้งต่อนัด

 

   ในส่วนความแม่นยำในการเข้าสกัดนั้น ก็องเต้ อาจจะทำได้น้อยกว่า มาติช กับ เฟร็ด เพราะเขาทำได้เฉลี่ย 2 ครั้งต่อนัด แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าด้อยกว่าอีก 2 คนมากกว่า เพราะ มาติช ทำได้ 2.2 ครั้งต่อนัด ส่วนของ เฟร็ด อยู่ที่ 2.1 ครั้งต่อเกม ขณะที่ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 1.6 ครั้งต่อนัด

 – เกมรุก

 

   แน่นอนว่าเกมรุกไม่ใช่จุดเด่นของ ก็องเต้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.2 ครั้งต่อนัด เท่ากับ เฟร็ด เป๊ะ ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 0.7 ครั้งต่อเกม กับ 0.6 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ แถมเขายังทำได้ 3 ประตูด้วย แพ้เพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 4 ลูกแค่คนเดียว ขณะที่ มาติช กับ เฟร็ด ทำประตูในลีกไม่ได้เลยในซีซั่นล่าสุด

  ขณะที่ความแม่นยำในการผ่านบอลนั้น ก็องเต้ ถือเป็นอันดับ 3 ถ้าเทีบกับ 3 แผงกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้า 84.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ 1 คือ เฟร็ด ที่ทำได้ 87 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ มาติช ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยจำนวน 87 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความ่าที่จริงแล้ว ก็องเต้ ก็ไม่ได้เป็นรองทั้ง 2 คนมากนัก

 

  ถ้าจะมีด้านไหนที่ ก็องเต้ ทำได้แย่กว่า 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบเห็นได้ชัดก็คงจะเป็นการผ่านบอลยาวเข้าเป้า เพราะเขามีค่าเฉลี่ยด้านนี้เพียง 1.8 ครั้งต่อนัด ห่างจาก เฟร็ด ที่ทำไป 3.8 ครั้งต่อเกมแบบคนละโลก ส่วน แม็คโทมิเนย์ กับ มาติช ทำได้ 2.3 ครั้งต่อเกม กับ 2.2 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ

3เหตุผลลิเวอร์พูลต้องดึงติอาโก้มาร่วมทีมให้ได้

ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว! เปิด 3 เหตุผลทำไม ลิเวอร์พูล ถึงควรต้องเดินหน้าคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ ให้ได้
     บิลด์ สื่อชั้นนำของประเทศเยอรมัน ยืนยันว่า ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ติดต่อกับ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่ บุนเดสลีกา อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการขอซื้อตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางจอมเทคนิค มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

    ในเวลานี้ กองกลางสแปนิช วัย 29 ปี เหลือสัญญากับ "เสือใต้" อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น และได้แจ้งความประสงค์ต่อต้นสังกัดแล้วว่า ต้องการที่จะย้ายทีม เพราะอยากเจอกับความท้าทายใหม่ๆ

    ด้าน โมฮาเหม็ด บูฮาฟซี่ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ อาร์เอ็มซี สปอร์ต สื่อฝรั่งเศส รายงานว่า ติอาโก้ ตกลงสัญญา 4 ปี กับ "หงส์แดง" เป็นที่เรียบร้อย และยังมาหาบ้านในแถบเมอร์ซี่ไซด์ รวมทั้งบอกลาเพื่อนร่วมสังกัดแล้วด้วย

    ขณะที่ "เสือใต้" ตั้งค่าตัวของ ติอาโก้ ไว้ 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท) และนี่คือ 3 เหตุผลที่ว่า ทำไม ลิเวอร์พูล ควรจะต้องเดินหน้าคว้านักเตะรายนี้มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ ให้จงได้

    1. ต้องเสริมทัพด้วยนักเตะชั้นยอด เพราะการป้องกันแชมป์ยากยิ่งกว่าเป็นแชมป์

    ในสมัยที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมชาวสกอตแลนด์ นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครองความยิ่งใหญ่ในเกาะอังกฤษนั้น เขาไม่เคยหยุดเสริมทัพ โดยจะต้องดึงซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีมทุกปี แม้ก่อนหน้านั้นทีมจะคว้าแชมป์ก็ตาม

    ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรก และเชื่อว่า ในฤดูกาลหน้าจะต้องเจองานหนักแน่ เพราะการป้องกันแชมป์จะยากยิ่งกว่าเป็นแชมป์เสียอีก

    ในเวลานี้ "หงส์แดง" เพิ่งได้ คอสตาส ชิมิกาส แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติกรีซ เข้ามาเสริมทัพแค่คนเดียวเท่านั้น และยังไม่ใช่ประเภทบิ๊กเนม ดังนั้นพวกเขาควรจะดึงนักเตะมาเสริมอีก

    ติอาโก้ เป็นกองกลางที่มีเทคนิคดี และผ่านบอลได้เยี่ยม ทำให้จะเข้ามาช่วยเพิ่มมิติการเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล มากขึ้น และพร้อมหมุนเวียนสลับลงเล่นหลังทีมมีโปรแกรมหลายรายการในซีซั่นหน้า

    2. สถานการณ์ ไวจ์นัลดุม ไม่แน่นอน

    จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลางชาวดัตช์ เหลือสัญญากับ ลิเวอร์พูล อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น และการเจรจาระหว่างนักเตะกับสโมสรก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

    ไวจ์นัลดุม กลายเป็นกำลังหลักของทีมหลังย้ายมาจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2016 ดังนั้นถ้า "หงส์แดง" เสียเขาไปก็จะทำให้ทีมอ่อนลงไปแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม หาก ลิเวอร์พูล ดึง ติอาโก้ มาร่วมทีมไว้ก่อนก็จะช่วยทำให้แดนกลางไม่ยวบหากสุดท้ายต้องเสีย ไวจ์นัลดุม ไปจริงๆ

    3. ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว

    บิลด์ สื่อเมืองเบียร์ รายงานข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังให้ความสนใจที่จะคว้าตัว ติอาโก้ ไปร่วมทัพ ขณะที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก็มองๆ อยู่เหมือนกัน

    ติอาโก้ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ เป็ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" หลังทั้งคู่เคยร่วมงานกันตั้งแต่ที่ บาร์เซโลน่า จนมาถึง บาเยิร์น ทำให้ถ้าหาก แมนฯ ซิตี้ เอาจริงก็คงคุยกันไม่ยาก  

    หากปล่อยให้ แมนฯ ซิตี้ ได้ ติอาโก้ ไป อาจส่งผลร้ายต่อการป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ของ ลิเวอร์พูล เพราะขุมกำลังของ "เรือใบสีฟ้า" จะแข็งแกร่งขึ้น และซีซั่นหน้า เป็ป คงหวังกลับมาล้างแค้นเต็มที่

    ดังนั้น ลิเวอร์พูล ควรจะไปดึง ติอาโก้ มาร่วมทีมให้ได้ เพราะจะทำให้ทีมแกร่งขึ้น และตัดกำลังคู่แข่งไปด้วยในเวลาเดียวกัน เรียกว่า  ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวเลยทีเดียว

สื่อดังยัน “ติอาโก้” บรรลุสัญญาหงส์4ปี ลาเพื่อนเก่า-หาบ้านใหม่แล้ว

เหยี่ยวข่าววงในเผย แผนการ ลิเวอร์พูล ดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ คืบหน้าจนใกล้เป็ยจริงเต็มที่ หลังคุยสัญญาส่วนตัวเรียบร้อย ขณะที่เจ้าตัวได้บอกลาเพื่อนร่วมทีม บาเยิร์น และมองหาบ้านในเมอร์ซี่ไซด์แล้ว เหลือรอให้สองสโมสรตกลงค่าตัวกันให้ได้เท่านั้น
           โมฮาเหม็ด บูฮาฟซี่ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ อาร์เอ็มซี สปอร์ต สื่อฝรั่งเศส รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลาง บาเยิร์น มิวนิค ขยับเข้าใกล้ที่จะย้ายไปเล่นให้ ลิเวอร์พูล หลังนักเตะตกลงสัญญา 4 ปี กับ "หงส์แดง" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

       นอกจากนั้น มิดฟิลด์สแปนิช วัย 29 ปี ยังมาหาบ้านในแถบเมอร์ซี่ไซด์ รวมทั้งบอกลาเพื่อนร่วมสังกัดแล้วด้วย ส่งผลให้ในเวลานี้เหลือแค่การเจรจาเรื่องค่าตัวระหว่าง "หงส์แดง" กับ "เสือใต้" ให้ลงตัวเท่านั้น หลัง บาเยิร์น ต้องการได้ในระดับ 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท)

     ด้าน คริสเตียน ฟอล์ค นักข่าวของ บิลด์ สื่อเยอรมัน ยืนยันว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ต้องการได้ ติอาโก้ ไปร่วมทีม ส่วน ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ "เสือใต้" ยอมรับว่า นักเตะต้องการพบกับความท้าทายใหม่ และตามเห็นของตัวเองก็เชื่อว่า จะย้ายไปเล่นใน พรีเมียร์ลีก 

     ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมร่วมวงชิงตัว ติอาโก้ แต่ บิลด์ ฟันธงว่า ดาวเตะแดนกระทิง ต้องการที่จะย้ายไปค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ เพื่อร่วมงานกับ คล็อปป์ เท่านั้น

เรียกแขก!ซิลวาโพสต์เหน็บเดอะค็อปหลังโดนเย้ยร่วงชปล.

แบร์นาร์โด้ ซิลวา มิดฟิลด์ แมนฯ ซิตี้ โพสต์ข้อความเหน็บสาวก ลิเวอร์พูล หลังจากมีแฟนบอล "หงส์แดง" บางส่วนที่เยาะเย้ยกับการที่ "เรือใบสีฟ้า" ร่วงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยดาวเตะชาวโปรตุกีสบอกว่า "เดอะ ค็อป" กลุ่มนั้นควรจะไปหาอย่างอื่นทำดีกว่ามาโพสต์เยาะเย้ยนักเตะของ แมนฯ ซิตี้
    แบร์นาร์โด้ ซิลวา กองกลาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โพสต์ข้อความเชิงเหน็บแนมแฟนบอล ลิเวอร์พูล หลังจากที่ "เดอะ ค็อป" บางส่วนไปเยาะเย้ยที่ "เรือใบสีฟ้า" ตกรอบก่อนรองชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    ช่วงที่ผ่านมาแฟนบอล แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล เริ่มเปิดศึกใส่กันบ่อยกว่าสมัยก่อน หลังจากที่ทีมรักของพวกเขาถูกมองว่าเป็น 2 ทีมที่เก่งที่สุดของเกาะอังกฤษจนกลายเป็นเหมือนคู่แข่งลุ้นแชมป์กันโดยตรง ซึ่งทันทีที่ แมนฯ ซิตี้ แพ้ โอลิมปิก ลียง 1-3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองเชียร์ ลิเวอร์พูล บางส่วนก็โพสต์ข้อความเยาะเย้ย แมนฯ ซิตี้ กันอย่างสนุกสนาน

    ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซิลวา เริ่มต้นด้วยการโพสต์ย้อนถึงผลงานของทีม โดยบอกว่า "ฤดูกาล 2019-20 จบลงแบบน่าผิดหวังสำหรับเรา สำหรับแฟนๆ แล้วนั้น เราเห็นใจพวกเขาที่ต้องเจอกับฤดูกาลที่น่าผิดหวังแบบนี้ สิ่งเดียวที่เราสามารถให้คำมั่นสัญญาได้ก็คือในฤดูกาล 2020-21 เราจะสู้อย่างหนักเพื่อที่จะทำผลงานให้ออกมาดีกว่านี้ และกลับไปคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆ มาครองเพื่อพวกคุณให้ได้!"

    อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าวได้ไม่นาน ดาวเตะชาวโปรตุกีสก็โพสต์เหน็บแฟนบอล ลิเวอร์พูล ต่อทันที ด้วยการบอกว่า "และสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทุกคนที่ไม่มีอะไรจะทำนอกจากแวะมาที่แอคเคาท์ของนักเตะ แมนฯ ซิตี้ แล้วน่ะ ฉันก็รู้สึกเห็นใจพวกแกเหมือนกัน แต่ในเหตุผลที่แย่ๆ อ่ะนะ พวกแกนี่มันน่าสมเพชชะมัด ไปฉลองแชมป์ของพวกแกสิวะ หรือไม่ก็พยายามหาคนรัก, ไปดื่มเบียร์กับเพื่อน, อ่านหนังสือแทนสิ มีทางเลือกให้ทำตั้งหลายอย่างนะ!"

And to all Liverpool fans that have nothing else to do than to come to a Man City player account, I’m also sorry for you but for the wrong reasons… pathetic… go celebrate your titles, or try to find a partner, drink a beer with a friend, read a book… so many options!

— Bernardo Silva (@BernardoCSilva) August 16, 2020
    สำหรับ ซิลวา นั้น เคยจุดประเด็นร้อนมาแล้วในเกมลีกที่ แมนฯ ซิตี้ เปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม เอาชนะ ลิเวอร์พูล 4-0 เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะเกมนั้นทีมของกุนซือ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ตั้งแถวเกียรติยศปรบมือให้ ลิเวอร์พูล เพื่อให้เกียรติที่อีกฝ่ายคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ แต่ ซิลวา ไม่ยอมปรบมือแม้แต่นิดเดียว แถมยังเดินออกจากแถวก่อนที่นักเตะ ลิเวอร์พูล จะเดินผ่านไปครบทุกคนด้วย

 

ยอมไม่ได้!เผยเหตุคอนเต้เดือดหลังโดนบาเนก้าเย้ย

สกายสปอร์ตส์ อิตาเลีย และ กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต 2 สื่อของอิตาลี ระบุ เอเวร์ บาเนก้า ดาวเตะ เซบีย่า เย้ยเรื่องทรงผมของ อันโตนิโอ คอนเต้ หลังจากตอนแรก คอนเต้ ไม่พอใจการตัดสินของกรรมการ ทำเอา คอนเต้ ตอบโต้ไปว่าจะไปรอเจออีกฝ่ายนอกสนาม
     เอเวร์ บาเนก้า กองกลางประสบการณ์สูงของ เซบีย่า สโมสรดังของศึก ลา ลีกา สเปน พูดเยาะเย้ย อันโตนิโอ คอนเต้ เทรนเนอร์ อินเตอร์ มิลาน เรื่องทรงผม ระหว่างเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบชิงชนะเลิศ นัดที่ เซบีย่า ชนะอีกฝ่าย 3-2 เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตามการเปิดเผยของ สกายสปอร์ตส์ อิตาเลีย และ กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต 2 สื่อชื่อดังของประเทศอิตาลี

    ในช่วงครึ่งแรกของนัดดังกล่าวมีจังหวะหนึ่งที่ คอนเต้ แสดงความไม่พอใจกับการตัดสินของกรรมการจนประท้วงอย่างรุนแรง ซึ่งมันก็ทำให้ บาเนก้า เข้าไปพูดบางอย่างกับกุนซือชาวอิตาเลียน และทั้งคู่ก็ต่อปากต่อคำกันอยู่พักหนึ่ง โดยตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาทะเลาะกันเรื่องอะไร

    กระทั่งล่าสุด สกายสปอร์ตส์ อิตาเลีย และ กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต ก็เผยว่าในตอนแรกนั้น บาเนก้า แค่บอกให้ คอนเต้ หุบปากไปซะ แต่หลังจากนั้นกองกลางชาวอาร์เจนไตน์ก็เสริมว่า "ไหนขอดูหน่อยสิวะว่ามันเป็นวิกของจริงรึเปล่า" พร้อมกับทำท่าลูบศีรษะของตัวเองไปด้วย โดยมันเป็นการสื่อถึงข่าวลือที่บอกว่า คอนเต้ ทำการปลูกผมมากกว่า 1 ครั้ง เพราะผมของเขาร่วงเยอะมากในสมัยที่ยังเป็นนักเตะ

    เรื่องดังกล่าวทำให้ คอนเต้ โมโหมากๆ จนตะโกนสวนกลับไปว่า "ฉันจะไปรอแกข้างนอกสนามหลังจบเกมนะโว้ย" ยังดีที่มีคนเข้าไปขวาง คอนเต้ เอาไว้ได้จนทำให้สถานการณ์มันไม่บานปลายไปมากกว่านี้่ โดยไม่มีรายงานระบุว่าหลังจบเกมไปแล้วทั้งคู่ยังมีปัญหากันต่อหรือไม่

 

เมอร์ฟี่แนะซานโช่รอ-เชื่อไม่อยากไปผี

แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตกองกลางของ ลิเวอร์พูล แนะ เจดอน ซานโช่ ตัวรุกเนื้อหอมของ ดอร์ทมุนด์ รอย้ายทีมในซัมเมอร์หน้าดีกว่า พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าตัวนักเตะไม่ได้อยากย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเอตร์ ยูไนเต็ด

 แข้งวัย 20 ปีตกเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องกับ "ปีศาจแดง" แต่ทีมดังแห่งอังกฤษยังต่อรองราคาและไม่ยอมจ่ายค่าตัวตามที่ "เสือเหลือง ต้องการ ซึ่งทาง เมอร์ฟี่ แนะให้ ซานโช่ รอย้ายทีมซัมเมอร์หน้าดีกว่าเพราะจะมีตัวเลือกให้มากกว่านี้ รวมถึงแสดงความเชื่อมั่นว่านักเตะไม่ได้อยากย้ายไปค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดจริงๆ

 "ยูไนเต็ดเป็นทีมที่น่าดึงดูดใจ, หนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยขุมพลังหนุ่มและทีมที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ ซานโช่ ไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจและเขาควรจะรู้ว่าหนึ่งปีนับจากนี้เมื่อสถานการณ์ทางการเงินมั่นคงขึ้น เขาจะมีตัวเลือกอย่าง ลิเวอร์พูล รวมถึง เชลซี, บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด" เมอร์ฟี่ เขียนผ่านคอลัมน์ทาง เดลี่ เมล

 "เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะต้องรอและชั่งน้ำหนักตัวเลือกหลังจบศึกยูโรในซัมเมอร์หน้ามากกว่าที่จะเสี่ยงในตอนนี้ด้วยการบอก ดอร์ทมุนด์ ว่าต้องการไป"

 "หากเป็นอย่างนั้นและยูไนเต็ดกำลังสู้กับค่าตัวที่สูงเกินไปและนักเตะพิจารณาตัวเลือกอื่น พวกเขาต้องเจอกับปัญหาแน่, นั่นยังไม่รวมกับค่าเอเย่นต์ที่มักจะมาควบคู่กันด้วย"

 "ซานโช่ ยังหนุ่มและได้รับการยอมรับ แต่เส้นทางอาชีพของเขาจนถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่านักเตะรู้ใจของตัวเองและจะเผยออกมาในอนาคต, ถ้าเขาตั้งใจที่จะย้ายไปยูไนเต็ด ก็มีวิธีที่จะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับรู้ได้"

 "อะไรที่มันจะเป็นประโยชน์กับอาชีพของคุณ คุณจะพยายามทำให้มันเกิดขึ้น และถ้ายูไนเต็ดรู้เช่นนั้นแล้ว ผมคงจะจ่ายตามที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการแม้ว่าจะชื่นชมในหลักการที่ไม่ถูกกำหนดก็ตาม มูลค่าของ ซานโช่ ก็ไม่ได้ลดลง"

 "อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในสิ่งที่ผมได้เห็นนั้นไม่มีการต่อต้านจาก ซานโช่ ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้อยากย้ายไปอยู่กับยูไนเต็ด"

คล็อปป์แบ่ง2ชุด ! ปรีซีซั่น ลิเวอร์พูล ทำศึกอุ่นเครื่องเกมแรกปะทะ สตุ๊ตการ์ท

    ลิเวอร์พูล เตรียมลงสนามลับแข้งอุ่นเครื่องปรีซีซั่นแมตช์พบ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ โดยจะเป็นการประเดิมสนามแมตช์แรกหลังจากที่พักเบรกเป็นเวลาประมาณ 27 วันนับตั้งแต่ที่ "หงส์แดง" ไล่ต้อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1 ในเกมลีกแมตช์ปิดซีซั่น 2019/2020
    การที่ "เดอะ เร้ดส์" ไม่มีโปรแกรมลงแข่งมินิทัวร์นาเมนต์ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส และเกมทีมชาติ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดควิด-19 ทำให้ทีมเลือกที่จะเดินทางมาเข้าแค้มป์เก็บตัวในประเทศออสเตรีย

    แม้ว่าการเดินทางไปที่นั่นจะส่งผลกระทบพอสมควรกับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษ ได้เพิ่มชื่อประเทศออสเตรีย เป็นดินแดนที่ผู้ไปหรือกลับมาจากที่นั่นต้องเข้ารับการกักตัว 14 วัน เพราะสถานการณ์ในการแพร่ระบาดของเชื้อมรณะค่อนข้างน่าเป็นห่วงสำหรับที่นั่น

    อย่างไรก็ตาม เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ และพวกเขาได้กำหนดเกมอุ่นเครื่องเอาไว้ 2 แมตช์ทั้งพบ สตุ๊ตการ์ท ซึ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในบุนเดสลีกา ตามด้วยการดวลกับ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก ในวันอังคารที่ 25 ส.ค.นี้

    ด้วยการลงฝึกซ้อมเพียงแค่ 6 วันทำให้ คล็อปป์ คงใช้วิธีการลองนักเตะแบบแบ่งเป็นสองทีมโดยลงแข่งทีมละครึ่งเวลา 

    สำหรับนักเตะที่จะได้มีชื่อในแมตช์พบกับ สตุ๊ตการ์ท นั้นแน่นอนว่าจะไม่มี เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เพราะเขาอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายที่ เมล วู้ด เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บเล็กน้อย เช่นเดียวกับ แฮร์รี่ วิลสัน โดย คล็อปป์ คงจะจัดนักเตะแบบผสมผสานระหว่างแข้งประสบการณ์กับดาวรุ่งในแมตช์นี้

    โฌแอล มาติป, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน จะไม่มีส่วนในการอุ่นเครื่องที่ออสเตรีย เนื่องจากพวกเขาจำเป็นต้องอยู่ในช่วงพักฟื้่นร่างกาย โดยเฉพาะในรายของ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่เพิ่งจะมีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่า ขณะที่ เซอร์ดาน ชากีรี่ กับ ดิว็อค โอริกี้ ไม่ได้ร่วมฝึกซ้อม และยังไม่แน่ว่าจะได้มีส่วนในเกมนี้หรือไม่

    ในส่วนของ มาติป กับ "เฮนโด้" งานนี้กุนซือเลือดด๊อยท์ช ระบุว่าสถานการณ์เป็นในทางที่ดีขึ้น แต่ทั้้งสองคนไม่สามารถกลับมาฝึกซ้อมกับทีมได้ และจำเป็นที่จะต้องพักฟื้นร่างกายเพื่อให้ฟิตสมบูรณ์สำหรับโปรแกรมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่จะเปิดฉากในวันที่ 12 กันยายนนี้

คาดการณ์ขุมกำลัง ลิเวอร์พูล ในเกมพบ สตุ๊ตการ์ท
ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์, อาเดรียน, ควีวีน เคลเลเฮอร์, ลอริส คาริอุส

กองหลัง : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เนโก วิลเลี่มส์, คอสตาส ซิมิคาส, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, เซป ฟาน เดน เบิร์ก, คี-ยาน่า ฮูแฟร์, บิลลี่ คูเมติโอ

กองกลาง : ฟาบินโญ่, เจมส์ มิลเนอร์, นาบี เกอิต้า, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เคอร์ติช โจนส์, มาร์โก กรูยิช

กองหน้า : โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ล ซาดิโอ มาเน่, ทาคุมิ มินามิโนะ, ริอาน บรูว์สเตอร์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์

 
 11 ผู้เล่นในเกมครึ่งแรก
    "ม้าขาว" เพิ่งได้กลับมาเล่นในบุนเดสลีกา อีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาคว้ารองแชมป์ ลีกา 2 โดยทีมเตรียมจะได้เจอกับบททดสอบครั้งสำคัญในการปะทะกับ แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมในการเตรียมความพร้อมก่อนลุยเกมลีกเมืองเบียร์

    สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาจัด 11 แข้งที่จะลงสนามในครึ่งแรกกับการอุ่นเครื่อง สตุ๊ตการ์ท โดยงานนี้ คล็อปป์ จะใช้ชุดที่แข็งที่สุดลงเล่นในครึ่งแรก เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะเป็นหน้าที่ของ อลีสซง ขณะที่แบ็กขวา วิลเลี่ยมส์ จะไดรับหน้าที่สำคัญนี้เนื่องจากทีมขาด อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในส่วนของเซนเตอร์แบ็กจะเป็นของ ฟาน ไดค์ และ โกเมซ ขณะที่แบ็กซ้ายเป็นหน้าที่ของ โรเบิร์ตสัน

 

    ในส่วนของแผนกองกลาง ฟาบินโญ่ จะได้ลงเล่นตัวจริง โดยจะรับบทบาทโฮลดิ้ง มิดฟิลด์ เคียงข้าง เกอิต้า กับ ไวนัลดุม ซึ่ง 3 มิดฟิลด์ได้ลงเล่นตัวจริงร่วมกันครั้งล่าสุดก็ในเกมลีกที่พบกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ด้านกองหน้ายังคงเป็นหน้าที่ของ "หินเหล็กไฟ" โม ซาลาห์, ฟีร์มีโน่ และ มาเน่

    11 ผู้เล่นในเกมครึ่งแรก : อลิสซง, วิลเลี่ยมส์, โกเมซ, ฟาน ไดค์, โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, เกอิต้า, ไวนัลดุม, ซาลาห์, ฟีร์มีโน่, มาเน่ 

11 ผู้เล่นในเกมครึ่งหลัง
    ในช่วงพักครึ่ง คล็อปป์ คงจะมีการเปลี่ยนนักเตะแบบยกชุดโดยค่าเฉลี่ยในเรื่องอายุของทีมชุดนี้จะลดลงมา เนื่องจากจะเป็นการส่งผู้เล่นดาวรุ่งลงสนามผสมกับนักเตะมากประสบการณ์ งานนี้นายทวารจะเป็นหน้าที่ของ อาเดียน โกลชาวสแปนิช

    ส่วน ซิมิคาส จะมีโอกาสได้ลงสนามเป็นเกมแรกในฐานะผู้เล่น "หงส์แดง" ในตำแหน่งแบ็กซ้าย หลังจากที่นักเตะย้ายจาก โอลิมเปียกอส มาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์นี้ ส่วนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กจะเป็นหน้าที่ของ คูเมติโอ ที่จะจับคู่กับ ฟิลลิปส์ ซึ่งเมื่อซีซั่นที่ผ่านมาถูกส่งไปเล่นยืมตัวกับ สตุ๊ตการ์ท ขณะที่แบ็กขวาเป็นหน้าที่ของ ฮูแฟร์

    ขณะที่ มิลเนอร์ จะได้ลงไปคุมบรรดาน้องๆ วัยกระเตาะในแผงกองกลางซึ่งจะรับบทบาทมิดฟิลด์ตัวรับ ส่วน กรูยิช ที่คาดว่าอาจจะย้ายทีมแบบถาวรในช่วงซัมเมอร์นี้ จะได้ลงเล่นด้วย ขณะที่ โจนส์ จะได้ลงคุมเกมด้วยเช่นกัน ที่น่าตื่นเต้นก็คือเกมรุก เพราะ คล็อปป์ จะส่งแข้งแบบผสมผสานลงสนาม

 

    งานนี้ เอลเลียตต์ , ทาคุมิ มินามิโนะ และ บรูว์สเตอร์ จะได้ลงไล่ล่าประตู "ม้าขาย" และอาจจะมีเซอร์ไพรส์เพราะ นายใหญ่ชาวเยอรมัน มีโอกาสที่จะใช้ระบบโรเตชั่นในแต่ละตำแหน่งตลอดช่วง 45 นาทีหลังก็เป็นไปได้
 
     11 ผู้เล่นในเกมครึ่งหลัง : อาเดรียน, ฮูแฟร์, ฟิลลิปส์, คูเมติโอ, มิลเนอร์, กรูยิช, โจนส์, เอลเลียตต์, มินามิโนะ, บรูว์สเตอร์

งานนี้ถ้าจะยาว!ซิลวาไม่จบเหน็บแฟนลิเวอร์พูลอีกรอบ

 

แบร์นาร์โด้ ซิลวา กองกลาง แมนฯ ซิตี้ โพสต์เหน็บสาวก ลิเวอร์พูล อีกรอบ หลังจากก่อนหน้านี้เขาตอบโต้ "เดอะ ค็อป" กลุ่มหนึ่งที่เยาะเย้ยเจ้าตัวกับต้นสังกัดจากการปิ๋วรอบ 8 ทีมสุดท้ายของ แชมเปี้ยนส์ ลีก
   

แบร์นาร์โด้ ซิลวา มิดฟิลด์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรดังแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โพสต์ข้อความเหน็บแนมแฟนบอล ลิเวอร์พูล อีกรอบ หลังจากเพิ่งทำอย่างนั้นไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซิลวา โพสต์ข้อความเกี่ยวกับผลงานของทีมในฤดูกาลล่าสุดลงบน ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดัง ก่อนที่ต่อมาเขาจะโพสต์ตอบโต้แฟนบอล ลิเวอร์พูล บางส่วนที่เยาะเย้ยกับการที่ "เรือใบสีฟ้า" ตกรอบก่อนรองชนะเลิศของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยบอกว่า "เดอะ ค็อป" กลุ่มนั้นควรจะไปฉลองแชมป์, หาแฟน, ดื่มเบียร์กับเพื่อน หรืออ่านหนังสือ แทนที่จะมาโพสต์ข้อความเยาะเย้ยตนกับต้นสังกัด