ไม่เชื่อน้ำยาแมนยู!บ่อนชูทีมเต็ง1แชมป์ชปล.หลังรู้ผลรอบแบ่งกลุ่ม

soccer="1"

หลังจากมีการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้วนั้น วิลเลี่ยม ฮิลล์ บ่อนรับพนันถูกกฎหมายแห่งหนึ่งก็ชูให้ บาเยิร์น กับ แมนฯ ซิตี้ เป็นเต็ง 1 สำหรับตำแหน่งแชมป์ร่วมกัน ส่วน ลิเวอร์พูล ตามมาติดๆ

บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดทีมของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างก็ถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ร่วมสำหรับการได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ไปครอง ด้วยราคา 4/1 (แทง 1 จ่าย 4 ไม่รวมทุน) หลังจากที่มีการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มไปเป็นที่เรียบร้อย ตามราคาที่้เปิดโดย วิลเลี่ยม ฮิลล์ บ่อนรับพนันถูกกฎหมายชื่อดังของเมืองผู้ดี

บาเยิร์น มีดีกรีเป็นแชมป์จากเมื่อฤดูกาลก่อน แถมขุมกำลังโดยรวมก็ยังแข็งแกร่งอยู่ ภายหลังนักเตะระดับทีมชุดใหญ่ที่บอกลาทีมไปหลังจบซีซั่นที่แล้วมีเพียง ติอาโก้ อัลกันตาร่า, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ อิวาน เปริซิช เท่านั้น แถมยังได้ ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันมาร่วมทัพด้วย ส่วน แมนฯ ซิตี้ ก็เสริมทัพเต็มที่ด้วยการเซ็นทั้ง เฟร์ราน ตอร์เรส, นาธาน อาเค่ และ รูเบน ดิอาส แถม โจเซป กวาร์ดิโอล่า กุนซือชื่อดังก็ยังอยู่กับทีมอีกต่างหาก

นอกจากนี้ ในรอบแบ่งกลุ่มทั้งคู่ก็อยู่ในกลุ่มที่ไม่แข็งมากนักจนไม่น่าจะหลุดจากการเป็น 2 อันดับแรกของกลุ่มไปได้ โดย บาเยิร์น อยู่ในกลุ่ม เอ ร่วมกับ แอตเลติโก มาดริด, เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก และ โลโคโมทีฟ มอสโก ส่วน แมนฯ ซิตี้ ที่อยู่ในกลุ่ม ซี นั้น งานเบากว่าด้วยซ้ำเพราะเพื่อนร่วมกลุ่มประกอบไปด้วย เอฟซี ปอร์โต้, โอลิมเปียกอส และ โอลิมปิก มาร์กเซย ซึ่งปัจจัยทั้งหมดก็ทำให้ทั้ง 2 ทีมถูกยกให้เป็นเต็งแชมป์ร่วมกันในตอนนี้

สำหรับเต็ง 3 ในสายตาของ วิลเลี่ยม ฮิลล์ ได้แก่ ลิเวอร์พูล ที่ราคา 5/1 (แทง 1 จ่าย 5 ไม่รวมทุน) หลังจากที่ตัวหลักของ "หงส์แดง" ยังอยู่กันพร้อมหน้า แถมยังมีแข้งระดับ ติอาโก้ มาเสริมแกร่งอีก ส่วนในรอบแบ่งกลุ่มนั้นงานของพวกเขาก็ไม่ถือว่าหนักมากเกินไป แม้ว่า อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม กับ อตาลันต้า จะมีชื่อชั้นดีก็ตาม ขณะที่ มิดทิลแลนด์ ถูกมองว่าน่าจะเป็นเพียงทีมไม้ประดับเท่านั้น

ทั้งนี้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รองแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นเต็ง 4 ในราคา 10/1 (แทง 1 จ่าย 10 ไม่รวมทุน) โดยที่ เรอัล มาดริด ตามมาเป็นเต็ง 5 ด้วยราคา 12/1 (แทง 1 จ่าย 12 ไม่รวมทุน) ส่วน บาร์เซโลน่า กับ ยูเวนตุส เป็นเต็ง 6 ร่วมกันที่ราคา 16/1 (แทง 1 จ่าย 16 ไม่รวมทุน)

สำหรับอัตราต่อรองที่น่าสนใจอื่นๆ นั้น มีอย่างเช่น แอตเลติโก มาดริด กับ เชลซี ที่เป็นเต็ง 8 ร่วมด้วยราคา 20/1 (แทง 1 จ่าย 20 ไม่รวมทุน), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเต็ง 10 ที่ราคา 25/1 (แทง 1 จ่าย 25 ไม่รวมทุน) และ อินเตอร์ มิลาน, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ รวมถึง อตาลันต้า ที่เป็นเต็ง 11 ร่วมกันด้วยราคา 33/1 (แทง 1 จ่าย 33 ไม่รวมทุน) เป็นต้น

อัตราต่อรองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020-21 ของ วิลเลี่ยม ฮิลล์ 10 อันดับแรก หลังจากที่มีการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มไปแล้ว

    1. บาเยิร์น, แมนฯ ซิตี้ 4/1
    3. ลิเวอร์พูล 5/1
    4. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 10/1
    5. เรอัล มาดริด 12/1
    6. บาร์เซโลน่า, ยูเวนตุส 16/1
    8. แอต. มาดริด, เชลซี 20/1
    10. แมนฯ ยูไนเต็ด 25/1

ส่อแววกรุ๊ปออฟเดธ!เปิดลิสต์แบ่งโถจับติ้วรอบแบ่งกลุ่มชปล.2020-21

ตอนนี้ได้บทสรุปแล้วว่าโถการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเป็นยังไงบ้าง โดยทีมจากสเปนอยู่ในโถ 1 กับ โถ 2 ถึงโถละ 2 ทีมเลย ส่วนของอังกฤษนอกจาก ลิเวอร์พูล ที่จองโถแรกเอาไว้แล้วนั้น ที่เหลือก็อยู่ในโถ 2 ทั้งหมด ขณะที่โถ 3 มีทีมจาก อิตาลี ถึง 3 ทีมด้วยกัน

หลังจากศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบเพลย์ออฟ ได้บทสรุปไปครบถ้วนเมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา มันก็ทำให้ตอนนี้สามารถจัดแจงโถสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มได้เป็นที่เรียบร้อย โดยการจับสลากจะมีขึ้นที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมนี้

ทั้งนี้ โถ 1 จะมีทีมจากสเปนถึง 2 ทีม นั่นคือ เรอัล มาดริด กับ เซบีย่า เพราะโถนี้จะเว้นให้เฉพาะทีมแชมป์เก่าของ แชมเปี้ยนส์ ลีก,  ยูฟ่า ยูโรปา ลีก และแชมป์ลีกของชาติที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงเป็นลำดับต้นๆ ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เท่านั้น ซึ่ง เซบีย่า เป็นแชมป์เก่าของ ยูโรปา ลีก ทำให้พวกเขาได้ขึ้นมาอยู่โถ 1 โดยอัตโนมัติ ส่วน ลิเวอร์พูล ก็ได้อยู่ในโถนี้เช่นกันหลังจากซีซั่นก่อนคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครอง

สำหรับโถ 2 นั้นเต็มไปด้วยทีมหินๆ อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ซึ่งเป็นตัวแทนจากอังกฤษ, 2 ทีมจาก สเปน อย่าง บาร์เซโลน่า กับ แอตเลติโก มาดริด รวมถึง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังของเยอรมนี ในขณะที่ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็อยู่โถนี้เช่นกัน

ส่วนในโถ 3 ที่เด่นๆ คงจะหนีไม่พ้น 3 ทีมจากอิตาลีที่อยู่ในโถนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์ มิลาน, ลาซิโอ และ อตาลันต้า นอกจากนี้ แอร์เบ ไลป์ซิก กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ก็อยู่ในโถนี้ด้วย ขณะที่ในโถสุดท้ายนั้นมีทีมอย่าง โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค และ โอลิมปิก มาร์กเซย รวมทั้ง แรนส์ ที่ประมาทไม่ได้

ทั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ กราสโนดาร์, มิดทิลแลนด์, อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ และ แรนส์ จะได้เล่นรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยพิธีจับสลากจะเริ่มขึ้นตอนราว 17.00 น. ตามเวลามาตรฐานยุโรปตอนกลาง หรือก็คือประมาณ 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

สรุปโถสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2020-21

โถ 1 : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), เซบีย่า (สเปน), เรอัล มาดริด (สเปน), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), ยูเวนตุส (อิตาลี), ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส), เซนิต เซนต์ ปีเตอร์ส เบิร์ก (รัสเซีย), เอฟซี ปอร์โต้ (โปรตุเกส)

โถ 2 : บาร์เซโลน่า (สเปน), แอตเลติโก มาดริด (สเปน), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน), โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), เชลซี (อังกฤษ), อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์)

โถ 3 : ดินาโม เคียฟ (ยูเครน), เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), โอลิมเปียกอส (กรีซ), ลาซิโอ (อิตาลี), กราสโนดาร์ (รัสเซีย), อตาลันต้า (อิตาลี)

โถ 4 : โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย), โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส), คลับ บรูช (เบลเยียม), โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค (เยอรมนี), อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ (ตุรกี), มิดทิลแลนด์ (เดนมาร์ก), แรนส์ (ฝรั่งเศส), เฟเรนช์วารอส (ฮังการี)

    *เงื่อนไขการแบ่งกลุ่ม
    – ทีมจากโถเดียวกันไม่สามารถอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้
    – ทีมจากชาติเดียวกันไม่สามารถอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้
    – ทีมจากรัสเซียและยูเครนจะไม่ถูกจับให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันเนื่องจากปัญหาด้านการเมือง ตามการตัดสินของคณะกรรมการฉุกเฉินของ ยูฟ่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ปี 2014 โดยกฎนี้จะยกเลิกก็ต่อเมื่อมีความคืบหน้าในทางที่ดี

แมนยูอ้วกแตกเจอทั้งปารีสฯ-ไลป์ซิก หงส์ไม่ยาก โด้วัดเมสซี่ ผลจับชปล.สุดซี้ด!

เปิดโผจับติ้ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ลิเวอร์พูล เจองานไม่ยากมากนัก ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด อ้วกแตกเจอทั้ง เปแอสเช ไลป์ซิก และ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี่ จะได้ดวลกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

สรุปผลการจับสลากฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาล 2020/21 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยจะเล่นตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. ไปจนถึงวันที่ 9 ธ.ค. นี้

กลุ่ม เอ : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), แอตเลติโก มาดริด (สเปน), เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย), โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย)

กลุ่ม บี :  เรอัล มาดริด (สเปน), ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค (เยอรมนี),

กลุ่ม ซี : เอฟซี ปอร์โต้ (โปรตุเกส), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), โอลิมเปียกอส (กรีซ),โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส)

กลุ่ม ดี : ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์), อตาลันต้า (อิตาลี), มิดทิลแลนด์ (เดนมาร์ก)

กลุ่ม อี : เซบีย่า (สเปน), เชลซี (อังกฤษ), คราสโนดาร์ (รัสเซีย), แรนส์ (ฝรั่งเศส)

กลุ่ม เอฟ : เซนิต เซนต์ ปีเตอร์ส เบิร์ก (รัสเซีย), โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), ลาซิโอ (อิตาลี), คลับ บรูช (เบลเยียม)

กลุ่ม จี : ยูเวนตุส (อิตาลี), บาร์เซโลน่า (สเปน), ดินาโม เคียฟ (ยูเครน),  เฟเรนช์วารอส (ฮังการี)

กลุ่ม เอช : ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ (ตุรกี)

ฉลาดเกมส์โกง!มูแฉคู่แข่งลดคานให้เตี้ยลง5ซม.

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ สเปอร์ส ระบุ ชเคนดิย่า พยายามโกงทีมของตนด้วยการลดคานให้เตี้ยลง 5 เซนติเมตร โดยบอกว่าเหล่านายทวารเป็นคนเอะใจถึงเรื่องนี้ก่อน
    โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เปิดเผยว่า ชเคนดิย่า ทีมจากมาซิโดเนียเหนือ พยายามโกงทีมของตนด้วยการลดคานประตูลงมา 5 เซนติเมตร ในเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบคัดเลือก รอบ 3 นัดที่ "ไก่เดือยทอง" บุกไปชนะอีกฝ่าย 3-1 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา

    นัดดังกล่าว สเปอร์ส ขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 5 จาก เอริค ลาเมล่า และถึงแม้เจ้าถิ่นจะตีเสมอได้จาก วัลเมียร์ นาฟิอู ในนาทีที่ 55 แต่อาคันตุกะก็มาได้อีก 2 ประตูจาก ซน ฮึง-มิน ในนาทีที่ 70 และ แฮร์รี่ เคน ในนาทีที่ 79 จนทำให้พวกเขาเข้ารอบเพลย์ออฟไปเจอกับ มัคคาบี้ ไฮฟา ทีมจากอิสราเอลต่อไป

    มูรินโญ่ โพสต์ภาพตอนที่ตัวเองพยายามเอื้อมมือแตะคานประตูลงบน อินสตาแกรม เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต พร้อมกับพิมพ์ข้อความว่า "ผมนึกว่าผมตัวสูงขึ้นซะอีก แต่แล้วผมก็มารู้ว่าที่จริงประตูมันเตี้ยลง 5 เซนติเมตร – สเคนดิย่า 1-3 สเปอร์ส"

    ขณะที่ในงานแถลงข่าวหลังจบเกมนั้น มูรินโญ่ กล่าวว่า อูโก้ โยริส กับ โจ ฮาร์ท ผู้รักษาประตูของทีมเป็นคนเอะใจถึงเรื่องนี้ก่อน แล้วมาบอกให้ตนฟัง "ก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้นมันน่าตลกมากเพราะบรรดาผู้รักษาประตูของผมบอกกับผมว่าประตูมันมีขนาดเล็ก ผมเลยลองไปตรวจดูด้วยตัวเองและก็ได้รู้ว่าประตูมันเล็กกว่าปกติจริงๆ พวกผู้รักษาประตูน่ะใช้เวลาอยู่กับกรอบปรตูหลายต่อหลายชั่วโมงอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาเลยจะรู้สึกตัวเมื่อขนาดของประตูมันผิดปกติ"

    "ผมเองไม่เคยเป็นผู้รักษาประตูมาก่อน แต่ผมรู้จักฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ผมลงไปยืนแล้วชูแขนขึ้น ผมรู้เรื่องระยะห่างดี ดังนั้นผมเลยสัมผัสได้ทันทีว่ามันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง เราไปพูดกับตัวแทนของ ยูฟ่า เพื่อยืนยันถึงเรื่องนั้น ขนาดประตูมันเล็กลง 5 เซนติเมตรจริงๆ และก็แน่นอนว่าเราขอให้มีการเปลี่ยนกรอบประตูเพื่อที่ขนาดจะได้ถูกต้อง"
รายละเอียด

ลุ้นมัน หงส์, ผี, เรือ, สิงห์ จับสลากแบ่งกลุ่ม แชมเปี้ยนส์ ลีก 2020/2021

    สำหรับความเคลื่อนไหวในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021 ของ ลิเวอร์พูล น่าสนใจมากๆ เพราะ "หงส์แดง" มีโอกาสที่จะอยู่ในกลุ่มแห่งความตาย หรือ กรุ๊ป ออฟ เดธ ในการจับสลากรอบแบ่งกลุ่ม ศึกชิงถ้วยใบโตยุโรป ที่จะมีขึ้นในเมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม
    ความพ่ายแพ้ของ เบนฟิก้า ทีมดังจากประเทศโปรตุเกส ที่มีต่อ พีเอโอเค ซาโลนิก้า สโมสรในดินแดนกรีซ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ รวมไปถึงสโมสรในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี เริ่มเห็นโอกาสที่พวกเขาจะพบกับใครในรอบแบ่งกลุ่ม

    การที่ เบนฟิก้า ร่วงตกรอบทำให้พวกเขาพลาดโอกาสเข้าไปร่วมโม่เกือกในรอบแบ่งกลุ่มศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 จริงๆ แล้วหากทีมดังจากดินแดนฝอยทองได้ตั๋วเข้าไปลุยรอบแบ่งกลุ่มจะทำให้พวกเขามีชื่ออยู่ในโถ 2 ในการจับสลาก แต่การที่พวกเขาตกรอบ คัดเลือก รอบ 3 ทำให้ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ถูกเลื่อนให้ขึ้นมาอยู่ที่ โถ 2 แทน 

    ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/2020 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้อยู่ในโถ 1 โดยอัตโนมัติ เคียงข้างกับ บาเยิร์น มิวนิค เจ้าของแชมป์ "บิ๊กเอียร์" ซีซั่นล่าสุด, เซบีย่า แชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ตามด้วย เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และ เอฟซี ปอร์โต้ ซึ่งทีมเหล่านี้ "เดอะ เร้ดส์" ไม่ต้องเจอในรอบแบ่งกลุ่มแน่นอน

    เช่นเดียวกับ "เรือใบสีฟ้า", "ปีศาจแดง" และ "สิงโตน้ำเงินคราม" ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ใน โถ 2 ที่มีโอกาสจะจับสลากพบกับทีมจากโถ 1 แต่พวกเขาไม่ต้องดวลกับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากเป็นสโมสรที่มาจากประเทศเดียวกัน แต่ก็อาจจะดวงแตกจับไปพบกับยอดทีมอย่าง เรอัล มาดริด หรือ บาเยิร์น มิวนิค ก็ได้

    สำหรับในเวลานี้เหลืออีก 6 ทีมที่ยังรอมีดวลกันแบบเหย้า-เยือน ในรอบเพลย์ออฟ ช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ซึงต้องรอดูว่าผู้ชนะจะได้ไปอยู่โถ 3 หรือ โถ 4

    ดังนั้นหากติ๊ต่างว่าได้ครบทุกทีมสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มแล้ว สิ่งที่บรรดาสาวก "เดอะ ค็อป" คงยิ้มร่าน้ำตาเล็ดก็คือการที่ทีมรักจับสลากอยู่ในกลุ่มเดียวกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, "อินทรีฟ้าขาว" ลาซิโอ และ แรนส์ อย่างไรก็ตาม "หงส์แดง" อาจจะอยู่ในกลุ่มแห่งความตายหากมือดีดันจับให้พวกเขาต้องพบกับ อินเตอร์ มิลาน หรือบาร์เซโลน่า, โอลิมปิก มาร์กเซย และ แอตเลติโก มาดริด ซึ่งเขี่ยพวกเขาร่วงในรอบน็อกเอาต์ เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

    ในขณะเดียวกัน แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี ก็มีความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับสถานการณ์กรุ๊ป ออฟ เดธ เช่นกันเนื่องจากพวกเขามีสิทธิ์ดวงเฮงจับสลากอยู่ร่วมกลุ่มกับทีมชั้นนำในลา ลีกา สเปน และกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เช่นเดียวกัน

    สรุปการแบ่งโถสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

โถที่ 1 (ยืนยัน)
ลิเวอร์พูล (อังกฤษ)
เรอัล มาดริด (สเปน)
ยูเวนตุส (อิตาลี)
บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี)
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)
เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย)
เอฟซี ปอร์โต้ (โปรตุเกส)
เซบีย่า (สเปน)

โถที่ 2 (ยืนยัน)
บาร์เซโลน่า (สเปน)
แอตเลติโก มาดริด (สเปน)
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ)
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)
ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน)
โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี)
เชลซี (อังกฤษ)
อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์)

โถที่ 3 (ยืนยัน)
แอร์เบ ไลป์ซิก(เยอรมนี)
อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี)
ลาซิโอ (อิตาลี)
อตาแลนต้า (อิตาลี)
ผู้ชนะระหว่าง ดินาโมเคียฟ พบ เกนท์ (เบลเยียม)

โถที่ 4 (ยืนยัน)
เรนส์ (ฝรั่งเศส)
โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค (เยอรมนี)
อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์(ตุรกี)
ผู้ชนะระหว่าง สลาเวีย ปราก (เช็ก) พบ มิดทิลแลนด์ (เดนมาร์ก)
ผู้ชนะระหว่าง โมลด์ (เดนมาร์ก) พบ เฟเรนซ์วารอส (ฮังการี)

โถที่ 3 หรือ 4 (ยังไม่ยืนยัน)
โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย)
โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส)
คลับ บรูช (เบลเยียม)
ผู้ชนะระหว่าง เรด บูลล์ ซัลบวร์ก (ออสเตรีย) พบ มัคคาบี้ เทล อาวีฟ (อิสราเอล)
ผู้ชนะระหว่าง โอลิมเปียกอส พบ โอโมเนีย นิโคเซีย (ไซปรัส)
ผู้ชนะระหว่าง คราสโนดาร์ (รัสเซีย) พบ พีเอโอเค ซาโลนิก้า (กรีซ)

“บาเรลล่า”โขกชัย! อิตาลีคืนฟอร์มบุกสยบฮอลแลนด์ศึกเนชั่นส์ ลีก

โรแบร์โต้ มันชินี่ นายใหญ่ “อัซซูรี่” พาทีมคืนฟอร์มเก่งหลังบุกเฉือน ฮอลแลนด์ 1-0 จากประตูชัยของ นิโคโล่ บาเรลล่า ช่วงท้ายครึ่งแรกพาทีมเก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนนแซงยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1 สำเร็จ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, อัมสเตอร์ดัม
   
    ดไวท์ โลเดเว็กส์ กุนซือชั่วคราวทีมชาติฮอลแลนด์ พาทีมเฉือนชนะโปแลนด์ 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด ด้วยประตูชัยของ สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ปีกตัวเก่งจากสเปอร์ส ยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1

    ทางด้าน โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี พาทีมเสมอบอสเนียฯ 1-1 แบบหืดจับ โดยได้ประตูแบ่งแต้มจาก สเตฟาโน่ เซนซี่ มิดฟิลด์จากอินเตอร์ มิลาน

    10 นาทีผ่านเกมค่อนข้างอึดอัดเป็น อิตาลี ที่ดูดีกว่าในการครองบอลแต่สู้กันในแดนกลางเป็นส่วนมากมีจังหวะลุ้นยิงฝั่งละครั้งแต่ยังไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็น “อัซซูรี่” ได้ลุ้นอีกครั้งจากความผิดพลาดของ โยเอล เฟลท์มัน จ่ายบอลไม่ดีโดน จอร์จินโญ่ โขกดักก่อนบอลมาเข้าทาง นิโคโล่ บาเรลล่า ตะบันด้วยขวาหน้าเขตโทษเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    นาทีที่ 17 อิตาลี เร่งเครื่องคราวนี้เป็น เลโอนาร์โด้ สปินัซโซล่า พาบอลแหวกมาสุดเส้นก่อนตักย้อนไปเสาไกลให้ นิโคโล่ ซานิโอโล่  ลอยตัวจักรยานอากาศด้วยซ้ายข้ามคานนิดเดียว

    โหมบุกต่อเนื่องคราวนี้ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ถอยลงมาต่ำก่อนตวัดจังหวะเดียวทิ้งบอลให้ ชิโร่ อิมโมบิเล่ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปแต่งหาช่องปั่นด้วยขวาผ่านมือ ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น หลุดเสาไกลได้ลุ้น

    นาทีที่ 32 "อัศวินสีส้ม" ตอบโต้บ้างเป็นความสามารถเฉพาะตัวของ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม พิงบอลก่อนชิงจังหวะพลิกแหวกผู้เล่น อิตาลี ลากตัดเข้าในก้มหน้าอัดด้วยขวาไปตรงตัว จานลุยจิ ดอนนารุมม่า

    2 นาทีต่อมา อิตาลี แลกหมัดทันควัน ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เก็บบอลทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนลากแต่งเข้าในปั่นโค้งด้วยขวาอ้อม ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ที่พุ่งไปสุดมือถากเสาไกลออกไปเหมือนเดิม

    แต่แล้วนาทีที่ 45+1 อิตาลี ทะยานออกนำจนได้เป็น ชิโร่ อิมโมบิเล่ พาบอลลุยเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนตักเข้าในให้ นิโคโล่ บาเรลล่า สอดตัดหน้า นาธาน อาเก้ โขกเข้าไปตุงตาข่าย

    หมดครึ่งเวลาแรก ฮอลแลนด์ 0 อิตาลี 1

    เปิดฉากครึ่งหลังได้ 10 นาที ทีมเยือน เกือบบวกสกอร์เพิ่มเป็น ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ตั้งป้อมปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลไปติดปลายมือ ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    นาทีต่อมา ฮอลแลนด์ เสียวบ้างจากจังหวะสวนกลับ ควินซี่ โพรเมส สอดมารับบอลในเขตโทษก่อนตบเข้าในให้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เติมมาซัดด้วยขวาติดมือ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า เสยคานบนหลุด
ออกหลัง

    60 นาทีผ่าน "อัศวินสีส้ม" ครองเกมได้มากขึ้นได้ลุ้นตีเจ๊าอีกรอบจากลูกยิงของ เมมฟิส เดอปาย ลองอัดด้วยซ้ายยัดเสาแรกบอลพุ่งหลุดสามเหลี่ยมออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 67 ชิโร่ อิมโมบิเล่ เกมนี้โดดเด่นเหลือเกินถอยมารับบอลก่อนจ่ายยัดให้ มอยเซ่ คีน สอดมาตวัดตามน้ำด้วยซ้ายลอดขา นาธาน อาเก้ แต่ไม่ตรงกรอบเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกหลังไปอีก

     5 นาทีสุดท้ายจากจังหวะลูกเตะมุมบอลชุลมุนในเขตโทษสุดท้าย ไบรอัน คริสตันเต้ เหมือนไปผลัก เดนเซล ดัมฟรีส์ ร่วงลงไปแต่ เฟลิกซ์ ไบรช์ ผู้ตัดสินใจแข็งโบกมือให้ลุกขึ้นมาเล่นต่อ

    ช่วงทดเจ็บ เจ้าถิ่น ได้ลุ้นก่อนเป็น เมมฟิส เดอปาย สอดมาเสาไกลทิ้งตัวซัดด้วยซ้ายบอลกระดอนพื้นหลุดข้ามคานออกไป จากจังหวะต่อเนื่อง อิตาลี เอาบ้าง มอยเซ่ คีน หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะบอล ซิลเลสเซ่น แต่หักข้อไม่พอเข้าข้างตาข่ายเหลือเชื่อ

    จบเกม ฮอลแลนด์ 0 อิตาลี 1 ลูกทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ เรียกความมั่นใจเก็บ 3 แต้มสำคัญมีเพิ่มเป็น 4 คะแนนแซงยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ฮอลแลนด์ (4-32-3) : ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น – ฮันส์ ฮาเตบัวร์ (เดนเซล ดัมฟรีส์ น.70), โยเอล เฟลท์มัน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, นาธาน อาเก้ (ลุค เดอ ยอง น.81) – มาร์เท่น เดอ รอน, เฟร็งกี้ เดอ ยอง, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค (สตีเฟน เบิร์กไวจ์น น.57) –  จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เมมฟิส เดอปาย, ควินซี่ โพรเมส

    เทรนเนอร์ : ดไวท์ โลเดเว็กส์ (รักษาการ)
 
    อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – ดานิโล ดิอัมโบรซิโอ, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เลโอนาร์โด้ สปินัซโซล่า – มานูเอล โลกาเตลลี่ (ไบรอัน คริสตันเต้ น.81), จอร์จินโญ่, นิโคโล่ บาเรลล่า – ลอเรนโซ่ อินซินเญ่, ชิโร่ อิมโมบิเล่ (เฟเดริโก้ เชียซ่า น.90), นิโคโล่ ซานิโอโล่ (มอยเซ่ คีน น.42)

    เทรนเนอร์ : โรแบร์โต้ มันชินี่

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

สิงโตหงอย! อังกฤษเร่งไม่ขึ้นเจ๊าเดนมาร์กไร้สกอร์ศึกเนชั่นส์ ลีก

แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ "สิงโตคำราม" เกือบเอาตัวไม่รอดหลังปรับทัพหลายตำแหน่งก่อนบุกเจ๊า เดนมาร์ก 0-0 มีเพิ่มเป็น 4 คะแนน ยึดรองจ่าฝูง ส่วนทาง เดนมาร์ก เก็บแต้มแรกในการแข่งขันรายการนี้สำเร็จ ในศึกฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เตเลีย ปาร์เก้น, โคเปนเฮเกน

    เดนมาร์ก เสียสถิติไม่แพ้ใคร 15 เกมรวด ในวันที่พ่ายต่อเบลเยียมคาสนามแห่งนี้ ทีมชุดนี้คุมทัพโดย คาสเปอร์ ฮูลมานด์ เทรนเนอร์คนใหม่ สภาพทีมเกมนี้ ฮูลมานด์ไร้ปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม โดยปรับทัพ 2 ตำแหน่งจากเกมพ่าย เบลเยียม

    ส่วนทาง แกเร็ธ เซาธ์เกต เทรนเนอร์ทีมชาติอังกฤษ พาทีมเบียดชนะไอซ์แลนด์แบบสุดเฮง 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เพราะเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม ความพร้อมเกมนี้จะไม่มี ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดโทษแบน ขณะที่ดูโอสุดแสบ เมสัน กรีนวู้ด กับ ฟิล โฟเด้น ถูกส่งกลับสโมสรเรียบร้อย

    10 นาทีผ่านเป็น "สิงโตคำราม" ทักทายก่อนจากลูกวางยาวของ คอเนอร์ เคาดี้ ทิ้งออกขวาให้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สอดมาเก็บบอลแต่จังหวะเปิดเข้าในไปติดขา อันเดรียส คริสเตนเซ่น สกัดออกหลังไป

    จากลูกเตะมุมทางขวา คีแรน ทริปเปียร์ เล่นสูตรเปิดย้อนให้ เจดอน ซานโช่ สลัดตัวประกบวิ่งย้อนมาซัดด้วยขวาบอลไปติดบล็อคผู้เล่น เดนมาร์ก หวดทิ้งออกมาได้ทัน

    นาทีที่ 18 "โคนม" ตอบโต้บ้างเป็นจังหวะสวนกลับของ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก สอดมารับบอลโชว์ลีลาแหวกแนวรับ อังกฤษ 3 คนก่อนดึงหลบ เอริก ดายเออร์ ตะบันด้วยขวาเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    30 นาทีผ่าน เดนมาร์ก พลาดโอกาสทองจากจังหวะเคลียร์ไม่ขาดของ คอเนอร์ เคาดี้ บอลมาเข้าทาง มาร์ติน เบรธเวท เก็บตกก่อนก้มหน้าอัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลถากเสาไกลหลุดออกหลัง

    7 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เกือบขึ้นนำอีกครั้งคราวนี้เป็น คริสเตียน เอริคเซ่น ชิงเหลี่ยมพลิกหลบ เอริก ดายเออร์ ก่อนแทงต่อให้ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก หลุดเข้าเขตโทษอัดด้วยขวาเต็มข้อบอลติดมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟเอาไว้ได้เหลือเชื่อ

    หมดครึ่งเวลาแรก เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0

    60 นาทีผ่าน อังกฤษ หวิดเบิกสกอร์แรกจากลูกหยอดของ ราฮีม สเตอร์ลิง ตักข้ามแนวรับให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเดี่ยวเข้าไปอัดด้วยซ้ายติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แต่ข้างสนามธงล้ำหน้าขึ้นไปก่อนแล้ว

    หลังจากนั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต แก้เกมทันทีเปลี่ยนตัว เจดอน ซานโช่ สตาร์เนื้อหอมที่แทบไม่มีส่วนร่วมกับเกมส่ง เมสัน เมาท์ ลงสนามแทน

    นาทีที่ 68 "สิงโตคำราม" พยายามเร่งเครื่อง เมสัน เมาท์ โชว์ความขยันตามไปเก็บบอลก่อนจ่ายย้อนให้ คีแรน ทริปเปียร์ ครอสลึกมาเสาไกลเข้าหัว แฮร์รี่ เคน โขกคนเดียวหลุดข้ามคานอย่างน่าเสียดาย

    นาทีต่อมา ราฮีม สเตอร์ลิง ขอทำเองบ้างลากตัดเข้าในก่อนได้ช่องปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลกระดอนพื้นเกือบเบียดเสาแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    10 นาทีสุดท้าย เดนมาร์ก มาพลาดโอกาสสำคัญเป็น ยุสซุฟ โพลเซ่น แอบมาเสาไกลก่อนโขกตั้งให้ คริสเตียน เอริคเซ่น เติมมาในเขตโทษก่อนตามน้ำด้วยซ้ายจ่อๆบอลเหินข้ามคานไม่ได้ลุ้น

    นาทีสุดท้าย อังกฤษ มาส่งท้ายจากจังหวะของ แจ็ค กรีลิช เก็บบอลหน้าเขตโทษก่อนป้ายออกขวาให้ แฮร์รี่ เคน เลือกยิงหักข้อบอลผ่านหน้าประตูหลุดออกไปเหมือนเดิม

    ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 แฟน "สิงโตคำราม" เกือบได้เฮจากจังหวะของ แฮร์รี่ เคน ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเอาชนะแนวรับ เดนมาร์ก ก่อนแต่งบอลหลบ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แปร์เข้าหาปากประตูโล่งๆ แต่ต้องชม มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น ตามมาเคลียร์ทิ้งจากบนเส้น

    จบเกม เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0 ลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต เก็บเพิ่ม 1 แต้มมี 4 คะแนนยึดรองจ่าฝูง ลีก เอ กลุ่ม 2

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    เดนมาร์ก (4-3-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ดาเนี่ยล วาสส์, มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, โรเบิร์ต สคอฟ – คริสเตียน เอริคเซ่น, คริสเตียน นอร์การ์ด (ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก น.73), โธมัส เดอลานี่ย์ – ยุสซุฟ โพลเซ่น, คาสเปอร์ โดลเบิร์ก (ราสมุส ฟัลค์ น.76), มาร์ติน เบรธเวท (ไซม่อน เคียร์ น.82)

เทรนเนอร์ : คาสเปอร์ ฮูลมานด์ 
 
    อังกฤษ (4-3-3) :
จอร์แดน พิคฟอร์ด – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ น.86), โจ โกเมซ, เอริก ดายเออร์, คีแรน ทริปเปียร์ – เดแคลน ไรซ์, คอเนอร์ เคาดี้, คาลวิน ฟิลลิปส์ (แจ็ค กรีลิช น.76) – เจดอน ซานโช่ (เมสัน เมาท์ น.60), แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิง

เทรนเนอร์ : แกเร็ธ เซาธ์เกต

    ผู้ตัดสิน : อิสต์วาน โควัคส์ (โรมาเนีย)

ฝรั่งเศสไร้ “เอ็มบั๊ปเป้”! “กรีซมันน์” พร้อมตะบันโครเอเชียศึกเนชั่นส์ลีก

"ขุนพลตราไก่" ฝรั่งเศส จะไม่มี คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่ล่าสุดตรวจเจอว่าติดเชื้อโควิด-19 โดย อองตวน กรีซมันน์ ยังคงพร้อมลงกระชากล่าสกอร์ เกมพบ "ตาหมากรุก" โครเอเชีย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 3) วันอังคารที่ 8 ก.ย. ศกนี้  เวลา 01.45 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 3)
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2563
ฝรั่งเศส   –   โครเอเชีย


สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, ปารีส

 

    ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เทรนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศส พาทีมชนะสวีเดน 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัย 3 นัดติด

    ความพร้อมล่าสุด ”เดเด้” เรียก เบอนัวต์ กาสติล ประตูบอร์กโดซ์ เข้ามาเสริมแทน สตีฟ ม็องด็องด้า นายด่านจากโอลิมปิก มาร์กเซย ที่ติดโควิด

    ส่วน ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ กองหลังดาวรุ่งไลป์ซิก 1 ใน 3 แข้งใหม่ ที่ถูกเรียกมาติดธงครั้งแรกและได้ประเดิมไปแล้วในเกมก่อน ก็น่าจะได้รับโอกาสต่อไป หลังทำผลงานได้ดี

    ขณะที่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อูโก้ โยริส กัปตันทีม, ราฟาแอล วาราน, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, อองตวน กรีซมันน์ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม

    ทั้งนี้ทัพตราไก่จะไม่มี คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่ล่าสุดตรวจเจอว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งน่าจะใช้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดยนัดล่าสุดเป็นตัวสำรองลงมาแทน เอ็มบั๊ปเป้

    ซลัตโก้ ดาลิช เทรนเนอร์ทีมชาติโครเอเชีย พาทีมแพ้โปรตุเกสยับเยิน 1-4 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 3 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ ดาลิชไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แต่อาจมีการปรับทัพพอสมควร พวกแข้งดังที่เป็นแค่สำรองอย่าง มาร์เซโล่ โบรโซวิช และ อิวาน เปริซิช น่าจะได้สลับมาออกสตาร์ต

    ส่วนขุมกำลังหลักรายอื่นๆ อย่าง เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า, มาเตโอ โควาซิช, อันเต้ เรบิช และ อันเดรย์ ครามาริช ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม


นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
    
    ฝรั่งเศส (3-4-1-2) : อูโก้ โยริส – ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, ราฟาแอล วาราน, เพรสแนล คิมเพมเบ้ – เลโอ ดูบัวส์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, อาเดรียง ราบิโอต์, ลูก้าส์ ดีญ – อองตวน กรีซมันน์ – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    เทรนเนอร์ : ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ 
    
    โครเอเชีย (4-2-3-1) : โดมินิค ลิวาโควิช – ทิน เยดวาย, เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า, บอร์นา บาริซิช – มาริโอ ปาซาลิช, มาเตโอ โควาซิช – โยซิป เบรกาโล่, นิโกล่า วลาซิช, อันเต้ เรบิช – อันเดรย์ ครามาริช 
    เทรนเนอร์ : ซลัตโก้ ดาลิช
 
    ผู้ตัดสิน : โอวิดิอู ฮาเตกาน (โรมาเนีย) 

 

ผลงานการพบกันที่ผ่านมา
วัน/เดือน/ปี      รายการ              ผลการแข่งขัน
15/07/18  ฟุตบอลโลก รอบชิงชนะเลิศ    ฝรั่งเศส ชนะ โคร
เอเชีย 4-2 


ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ฝรั่งเศส

05/09/20  ชนะ  สวีเดน  1-0 (เยือน) เนชั่นส์ ลีก 
18/11/19 ชนะ แอลเบเนีย 2-0 (เยือน) คัดยูโร    
14/11/19   ชนะ มอลโดวา 2-1 (เหย้า) คัดยูโร
15/10/19   เสมอ ตุรกี 1-1 (เหย้า) คัดยูโร
11/10/19    ชนะ ไอซ์แลนด์  1-0 (เยือน) คัดยูโร

โครเอเชีย 
05/09/20 แพ้ โปรตุเกส 1-4 (เยือน) เนชั่นส์ ลีก 
20/11/19 ชนะ จอร์เจีย 2-1 (เหย้า) อุ่นเครื่อง     
14/10/19    เสมอ เวลส์ 1-1 (เยือน) คัดยูโร 
10/10/19   ชนะ ฮังการี 3-0  (เหย้า) คัดยูโร
09/09/19    เสมอ อาเซอร์ไบจาน 1-1 (เยือน) คัดยูโร 

มาร์กเด่น-ชิรูด์ซัดปิด! ฝรั่งเศสถลุงโครแอต เฮ2นัดติดเนชั่นส์ลีก

"ตราไก่" ฝรั่งเศส ย้ำชัยเหนือ โครเอเชีย ได้อีกครั้งหลังเช็กบิลด้วยสกอร์เดียวกับนัดชิงฯบอลโลกที่รัสเซีย เมื่อเปิดบ้านไล่ถลุงเอาชนะไปได้อย่างสนุก 4-2 เก็บ 6 แต้มเต็ม แต่รั้งอันดับ 2 ของกลุ่มหลัง โปรตุเกส ที่เฮรวดเช่นกันมีลูกได้เสียดีกว่า ในเกม เนชั่นส์ ลีก กลุ่ม 3 ลีก เอ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, ปารีส

    ศึกเนชั่นส์ ลีก เมื่อคืนวันอังคารที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา "ตราไก่" ฝรั่งเศส ได้กลับมาเล่นในบ้านหลังเกมที่แล้วบุกไปเฉือน สวีเดน 1-0 แมตช์นี้รับมือ โครเอเชีย ที่พ่ายมาเละเทะในนัดเปิดสนามให้แชมป์เก่า โปรตุเกส 1-4 ศึกเกมนี้ถือเป็น รีแมตช์คู่ชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

    ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ปวดหัวกับสภาพทีมที่ไม่พร้อม แถมล่าสุดต้องขาด คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หัวหอกตัวเก่งหลังตรวจพบว่ามีเชื้อโควิด-19 ทำให้ต้องโดนกักตัวตามมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเกมนี้แนวรุกใช้ วิสซาม เบน เยแดร์ คู่กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และทิ้ง อองตวน กรีซมันน์ เป็นหน้าต่ำ ด้าน ซลัตโก้ ดาลิช ไม่มีปัญหาเท่าไหร่มีโรเตชั่นบางตำแหน่ง แนวรุกใช้ 3 ประสานทั้ง อิวาน เปริซิช, อันเดรย์ ครามาริช และอันเต เรบิช

    เปิดฉากครึ่งแรก มาไม่ถึง 2 นาที ทัพโครแอตได้ทักทายก่อนเลย หลัง นิโกลา วลาซิช โขกบอลต่อให้ อิวาน เปริซิช วอลเลย์ด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลเบาไปก่อนไปเข้ามือ อูโก้ โยริส

    นาที 16 กลายเป็น ทัพตาหมากรุก ที่บุกมาขึ้นนำไปก่อน 1-0 บอลจากลูกคอนเนอร์ทางด้านขวา นิโกลา วลาซิช เปิดโด่งเข้ามาในกรอบ มุสซ่า ซิสโซโก้ โหม่งสกัดบอลไม่ดีไปเข้าทาง เดยัน ลอฟเรน ที่โชว์ความเหนือชั้นเอาบอลลงหนี ลูกัส แอร์กน็องเดซ ก่อนตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงผ่านมือ อูโก้ โยริส เข้าไป

    เจ้าถิ่นได้โอกาสบ้าง นาที 22 แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ผ่านบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล อัดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลเหินโด่งข้ามคานไป

    "ตราไก่" ปล่อยโอกาสตีเสมอหลุดลอยไป ในนาที 33 หลัง มาร์กซิยาล จ่ายบอลทะลุให้ อองตวน กรีซมันน์ หลุดไปในกรอบทางซ้ายก่อนจะซัดด้วยเท้าซ้ายไปติดตัว โดมินิค ลิวาโควิช

    อีก 2 นาทีต่อมา กรีซมีนน์ ได้โอกาสซัดฟรีคิกนอกกรอบกว่า 25 หลา แต่ดาวยิงจากบาร์เซโลน่าปั่นบอลเหินคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง

    นาที 43 ฝรั่งเศส มาตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จจากการประสานงานกันยอดเยี่ยมหลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พาบอลขึ้นมาก่อนฝากให้ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ จ่ายเข้ากลางให้ เบน เยแดร์ ชิ่งเร็วให้ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปปาดบอลเข้ากลางให้ อองตวน กรีซมันน์ วอลเลย์ด้วยซ้ายเข้าไป

    เท่านั้นไม่พอช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 "ตราไก่" มาแซงขึ้นนำ 2-1 บอลขึ้นทางขวา มุสซ่า ซิสโซโก้ โขกบอลให้ วิสชาม เบน เยแดร์ หลุดขึ้นไปก่อนแปบอลไปหน้าประตูให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล สไลด์มายิงด้วยซ้ายไปชนเสา ก่อนบอลมาโดนตัว โดมินิค ลิวาโควิช เข้าประตูตัวเองไป
   
    จบครึ่งแรก ฝรั่งเศส ซัดสองเม็ดแซงขึ้นนำ โครเอเชีย 2-1

    ครึ่งหลัง ซลัตโก้ ดาลิช เทรนเนอร์โครเอเชียเปลี่ยนตัวคนแรกถอดเอา อันเต้ เรบิช ออกแล้วส่ง โจซิป เบรกาโล่ ลงไปเล่นแทน
   
    และนาที 55 เบรกาโล่ จะเป็นสำรองทีเด็ดที่ลงมาแผลงฤทธิ์ทันที หลัง มาเตโอ โควาซิช แทงบอลชนิดคิลเลอร์พาสให้เจ้าตัวหลุดเข้าไป ก่อนจะโชว์ความนิ่งหลบทั้ง แฟร์กล็องด์ เมนดี้ และเกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ล้มตัวยิงด้วยซ้ายผ่าน อูโก้ โยริส เข้าไปให้ โครเอเชีย ไล่ตีเสมอ 2-2

    นาที 62 ทัพโครแอตเกือบแซงนำบ้างหลัง นิโกลา วลาซิส เปิดด้วยซ้ายไปเสาไกลให้ อิวาน เปริซิช กัปตันทีมที่สอดมาแปด้วยซ้ายแต่กดบอลไม่ลงเหินคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 63 ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เทรนเนอร์ของฝรั่งเศสเปลี่ยนรวดเดียวสองคนส่ง เอดูอาร์โด้ คามาแว็งก้า และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ มาแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และวิสชาม เบน เยแดร์

    ก่อนในนาที 65 ฝรั่งเศส จะแซงขึ้นนำ 3-2 อีกครั้ง จากจังหวะที่ได้ลูกคอนเนอร์ทางด้านซ้าย อองตวน กรีซมันน์ เปิดเตะมุมมากลางประตูให้ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ เทกตัวไม่ถึง10หลาโขกบอลเต็มแรงลงพื้นก่อนทะลักผ่านมือ ลิวาโควิช นายด่านโครแอตเข้าไป เป็นประตูแรกในนามทีมชาติของแนวรับจากแอร์เบ ไลป์ซิก

    นาที 71 เอดูอาร์โด้ คามาแว็งก้า ตัวสำรองที่เพิ่งลงได้โชว์บ้างคราวนี้กระชากขึ้นมาทางขวาก่อนเลี้ยงจี้เข้ากรอบแล้วอัดด้วยขวาเสาแรก บอลพุ่งไปเข้ามือ โดมินิค ลิวาโควิช

    กลายเป็น "ตราไก่" ที่บุกได้น้ำได้เนื้อกว่า นาที 74 อองตวน กรีซมันน์ จ่ายบอลทะลุให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายติดเซฟนายด่านทีมเยือน

    จากนั้น นาที 76 มาร์เซโล โบรโซวิช มาทำเสียจุดโทษก่อนที่ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ จะทำหน้าที่ยิงเข้าไปทางซ้ายมือ ให้ ฝรั่งเศส นำห่างโครเอเชีย 4-2

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม ฝรั่งเศส ไล่ถลุงคว้าชัยเหนือ โครเอเชีย 4-2

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม       
   
        ฝรั่งเศส (3-4-1-2) : อูโก้ โยริส – ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, เกลม็องต์ ล็องเล่ต์, ลูกัส แอร์กน็องเดซ – มุสซ่า ซิสโซโก้, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, สตีเว่น เอ็นซอนซี่, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – อองตวน กรีซมันน์ – วิสซาม เบน เยแดร์ ,อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        เทรนเนอร์ : ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์
   
        โครเอเชีย (4-3-3) : โดมินิค ลิวาโควิช – ฟิลิป อูเรโมวิช, เดยัน ลอฟเรน, ดูเย่ ซาเลต้า-ซาร์, ดาริโอ เมลน์ยาค – มาเตโอ โควาซิช, มาร์เซโล โบรโซวิช, นิโกลา วลาซิช – อันเต้ เรบิช, อันเดรย์ ครามาริช, อิวาน เปริซิช

        เทรนเนอร์ : ซลัตโก้ ดาลิช
 
        ผู้ตัดสิน : โอวิดิอู ฮาเตกาน (โรมาเนีย)

เดอบรอยน์จ่าย2-บาตชูอายี่เบิ้ล!เบลเยียมถล่มไอซ์แลนด์ เฮ2นัดรวดศึกเนชั่นส์ลีก

เควิน เดอ บรอยน์ แอสซิสต์ 2 ประตู ขณะที่ มิชี่ บาตชูอายี่ ตะบันคนเดียวสองตุงช่วย เบลเยียม ที่โดนนำไปก่อนแล้วกลับมาระเบิดฟอร์มสุดโหดไล่ยำใหญ่ใส่ ไอซ์แลนด์ แบบยับเยิน 5-1 คว้าสามแต้มเต็มพร้อมกับรั้งจ่าฝูงกลุ่มแบบเดี่ยวๆ ทันทีเหตุเพราะทีมชาติอังกฤษทำได้เพียงเสมอกับเดนมาร์กแบบไร้สกอร์ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) วันอังคารที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2)
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2563
เบลเยียม 5   –   1 ไอซ์แลนด์

   
สนาม : สต๊าด รัว โบดวง, บรัสเซลส์

    นาทีที่ 11 เป็นไอซ์แลนด์ออกนำไปก่อน 1-0  แบบมีดวงเมื่อ ฮอล์เบิร์ต อรอน ฟริดอนสัน ได้หมุนตัวตวัดยิงกลางกรอบเขตโทษระยะประมาณ 20 หลาบอลไปแฉลบกองหลังเบลเยียมบอลลอยโด่งย้อยข้ามหัว โคเอน คาสตีลส์ เขาไปแบบที่นายด่านเบลเยียมได้แต่ป้องกันด้วยสายตาเท่านั้น

    แต่เพียงแค่สองนาทีถัดมาเบลเยียมตามตีเสมอได้สำเร็จเป็น 1-1 จากจังหวะลูกฟรีคิดทางฝั่งซ้ายเป็น ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่ปั่นบอลโค้งอย่างสวยแต่ไม่ผ่านมือ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน นายด่านไอซ์แลนด์ที่โดดปัดสุดปลายมือก่อนที่บอลจะไปชนเสาแล้วกระเด้งมาเข้าทาง อักเซล วิตเซล ที่ยืนอยู่คนเดียวโล่งๆ แล้วแปบอลเข้าไปแบบจ่อๆ อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 17 เบลเยียม ได้ประตูแซงนำ 2-1 จากการโหมบุกเข้าใส่ไอซ์แลนด์อีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่รับบอลในเขตโทษก่อนจิ้มยอนคืนให้ อักเซล วิตเซล ได้ตั้งป้อมแปยัดเล่นทาเน้นๆ แต่ไปติดเซฟ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ที่พยายามรับไว้แต่ไม่อยู่กระดอนออกมาเข้าทาง มิซี่ บาตซูอายี่ ตามมาซ้ำดาบสองเข้าไปไม่เหลือซาก

    นาทีที่ 19  เบลเยียม หวิดได้ประตูที่สามเมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ ตัดบอลได้จากแดนตัวเองก่อนใช้ความเร็วควบกระชากจี้เข้าหาเขตโทษไอซ์แลนด์ แล้วส่งต่อมาทางขวาให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ได้สับไกเน้นๆ แต่บอลดันเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 40 เบลเยียมได้ลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้ายแล้วพยายามเล่นไวก่อนถูกแข้งไอซ์แลนด์เคลียร์ออกไปได้แต่ก็ยังเป็นเบลเยียมที่เก็บบอลได้แล้วโต้กลับขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ มิชี่ บาตซูอายี่ หลุดเดี่ยวขึ้นมาทางฝั่งขวาได้ก้มหน้ากดเน้นๆ เต็มข้อแต่หลักไม่ดีบอลเหินข้ามคานออกอีกครั้ง

    นาทีที่ 44 เบลเยียม เกือบได้ประตูอีกครั้งจากจังหวะทำชิ่งหนึ่งสองของ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ กับ โธมัส เมอนิเย่ร์ ก่อนที่ อัลเดอร์ไวเรลด์ จะได้เปิดบอลสุดริมเส้นย้อนมาเข้าทาง ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่พยายามใช้ปลายเท้าแหย่บอลให้เปลี่ยนทางหวังเข้าเสาไกลแต่ดันหลุดออกไปนิดเดียว

    จบครึ่งแรกเป็นเบลเยียมที่่ครองเกมบุกได้มากกว่านำ ไอซ์แลนด์ 2-1

    มาลุ้นต่อครึ่งหลังยังคงเป็นเบลเยียมที่ครองเกมบุกได้มากกว่านาทีที่ 49 เควิน เดอ บรอยน์ ได้ตั้งป้อมซัดนอกกรอบระยะประมาณ 20 หลาบอลทำท่าจะเสียบโคนเสาแต่ถูกปฏิเสธสกอร์โดย อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ผู้รักษาประตูไอซ์แลนด์ที่พุ่งปัดไว้ได้ด้วยปลายมือ

    และจากจังหวะลูกเตะมุมต่อเนื่องเบลเยียมได้ประตูนำห่าง 3-0 นาทีที่ 50 เมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ รับบอลที่ส่งมาจากเพื่อนร่วมทีมแล้วลากจี้เข้ากรอบเขตโทษไอซ์แลนด์ก่อนส่งบอลลอดขา  อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน  ไปให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่รับบอลแล้วใช้ความไวล้มตัวยิงเข้าไป

    นาทีที่ 62 ไอซ์แลนด์ ตอบโต้กลับขึ้นมาบ้าง อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน หลุดเดียวเข้าไปหวดเน้นๆ ด้วยเท้าซ้ายทางฝั่งซ้ายแต่ไม่ผ่าน โคเอน คาสตีลส นายด่านเบลเยียมที่ยืนปิดมุมดีและใช้ปลายท้ายป้องกันเอาไว้ได้

    นาทีที่ 66 เบลเยียมได้ลุ้นบวกสกอร์อีกครั้งจากการยิงเหน่งๆ กลางประตูของ ดรีส เมอร์เท่นส์ แต่คราวนี้ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ไม่ปล่อยให้บอลผ่านเส้นประตูไปได้เจ้าตัวออกมาป้องกันพ้นเขตอันตราย

    จนแล้วจนรอดนาทีที่ 69 เบลเยียมได้ประตูนำขาด 4-1 จนได้จากจังหวะทำเกมสุดงาม เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลหักข้อให้ ยาริ เวอร์เชเรน หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งซ้ายแล้วส่งต่อไปที่จุดนัดพบให้  มิชี่ บาตชูอายี่ ได้ไขว้ยิงด้วยส้นเท้าเข้าไปอย่างเหนือชั้น

    ยังคงเป็นเบลเยียมที่ได้บุกต่อเนื่องนาทีที่ 77 เจเรมี โดคู ได้เปิดบอลสุดริมเส้นฝั่งซ้ายบอลลอยมาเข้าหัว ธอร์กกาน อาซาร์ โขกตั้งย้อนมาให้ เควิน เดอ บรอยน์ ได้วอลเล่ย์แบบไม่รอให้บอลตกพื้นแต่ดันโดนไม่เต็ม

    นาทีที่ 80 เบลเยียมได้ประตูนำ 5-1 เมื่อ  เจเรมี โดคู รับบอลแล้วกระชากจึ้เข้าไปในเขตโทษไอซ์แลนด์ก่อนจะโยกหลอกแล้วซัดไวด้วยเท้าขวาบอลพุ่งดุจจรวดเสียบสามเหลี่ยมฝั่งไกลเข้าไปแบบสุดจะบรรยาย

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกมเป็น เบลเยียม ที่โดนแหย่รังแตนถูกนำไปก่อนแล้วมาระเบิดฟอร์มโหดกดแซงรวดเดียวจบที่ผลชัยใส่ไอซ์แลนด์ 5-1

    ทั้งนี้ เบลเยียม ชนะ 2 นัดรวดรับ 6 แต้มเต้มพร้อมกับรั้งจ่าฝูงกลุ่มแบบเดี่ยวๆ ทันทีเหตุเพราะทีมชาติอังกฤษทำได้เพียงเสมอกับเดนมาร์กแบบไร้สกอร์

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
   
    เบลเยียม
(4-3-3) : โคเอน คาสตีลส์ (ซิมง มิโญเล่ต์ น.55) – โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, เจสัน เดนาเยอร์, แยน แฟร์ต็องเก้น, โธมัส เมอนิเย่ร์ – อักเซล วิตเซล, ธอร์กกาน อาซาร์ (ยารี เวอร์ชาเรน น.65), เควิน เดอ บรอยน์ (ฮานส์ วานาเค่น น.81) –  มิชี่ บาตชูอายี่, เจเรมี โดคู, ดรีส เมอร์เท่นส์
    เทรนเนอร์ : โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ
 
    ไอซ์แลนด์ (4-3-3) : อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน  – ยอน กุดนี่ ฟโยลูสัน, โฮลมาร์ ออร์น เอโยอล์ฟส์สัน, ฮอร์ตูร์ เฮอร์มันน์สสัน, อาริ เฟรย์ สกุลาสัน – วิคเตอร์ ปัลส์สัน, แอนดรี่ ฟานนาร์ บาล์ดูร์สสัน (เอมิล ฮอลล์เฟร็ดส์สัน น.54), เบียร์เคียร์ บียาร์นาสัน – ฮอล์เบิร์ต เอรอน ฟริดอนสัน (จอน ดาออย บูวาร์สสัน น.70), อาร์เนอร์ ซิกูร์สสัน (มิคาเอล อันเดร์ซอน น.72),  อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน
    เทรนเนอร์ : เอริค ฮัมเร็น   

    ผู้ตัดสิน : พาเวล ราซคอฟสกี้ (โปแลนด์)