เดือดแน่! ยักษ์ชนยักษ์8ทีมชปล. พร้อมเปิดเส้นทางรอบรองฯ ใครจะเจอใคร

เปิดโผจับติ้วรอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก! บาร์เซโลน่า มีลุ้นชน บาเยิร์น หากผ่านคู่แข่งอย่าง นาโปลี และ เชลซี มาได้ทั้งคู่ ขณะที่ผู้ชนะคู่ เรอัล มาดริด กับ แมนฯ ซิตี้ เจอผู้ชนะคู่ โอลิมปิก ลียง กับ ยูเวนตุส

     สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ทำการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ที่เมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา

    ในการเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนถึงนัดชิงชนะเลิศจะเตะแบบนัดเดียวจบที่ประเทศโปรตุเกส โดยใช้ 2 สนาม คือ เอสตาดิโอ ชูเซ่ อัลวาล้าด รังเหย้าของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ เอสตาดิโอ ดา ลุช รังเหย้าของ เบนฟิก้า ที่จะใช้เป็นนัดชิงชนะเลิศด้วย หลังจากศึกชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ยังเตะไม่จบอีก 4 คู่ (ยูเวนตุส พบ โอลิมปิก ลียง นัดแรก 0-1, แมนฯ ซิตี้ พบ เรอัล มาดริด นัดแรก 2-1, บาเยิร์น มิวนิค พบ เชลซี นัดแรก 3-0 และ บาร์เซโลน่า พบ นาโปลี นัดแรก 1-1) นั้น จะเล่นนัดสองที่สนามของทีมเจ้าบ้านตามโปรแกรมเดิมในวันที่ 7-8 ส.ค. นี้

    สรุปผลการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ

    รอบ 8 ทีมสุดท้าย

    คู่ 1- เรอัล มาดริด (สเปน)/แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ) พบโอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)/ ยูเวนตุส (อิตาลี)
    คู่ 2- แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี) พบ แอตเลติโก มาดริด (สเปน)
    คู่ 3 – นาโปลี (อิตาลี) / บาร์เซโลน่า (สเปน) พบ เชลซี (อังกฤษ)/บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี)
    คู่ 4-  อตาลันต้า (อิตาลี) พบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)

    รอบรองชนะเลิศ

    – ผู้ชนะคู่ 1 พบ ผู้ชนะคู่ 3
    – ผู้ชนะคู่ 2 พบ ผู้ชนะคู่ 4

    โปรแกรม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

    7-8 ส.ค. – รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ยังเตะไม่จบ
    12-15 ส.ค. – รอบ 8 ทีมสุดท้าย
    18-19 ส.ค. – รอบรองชนะเลิศ
    23 ส.ค. – รอบชิงชนะเลิศ

ตุลาเจอกัน! ยูฟาประกาศวันแข่ง UCL ฤดูกาลหน้า

องค์กรลูกหนังยุโรปคลอดโปรแกรมแข่งคร่าว ๆ สำหรับถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกในซีซันหน้าออกมาแล้ว โดยจะเริ่มต้นในวันที่ 20 ตุลาคม

สหพันธ์ลูกหนังยุโรป ประกาศวันแข่งฟุตบอล ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2020/21 ออกมาแล้ว โดยจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคมเป็นต้นไป

ขณะที่เกมนัดชิงชนะเลิศจะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม ที่สนาม อาตาเติร์ก สเตเดี้ยม ในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งเดิมทีเป็นสังเวียนนัดชิงดำในปีนี้ แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ยูฟาตัดสินใจโยกการแข่งขันตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปเล่นที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในเดือนสิงหาคมนี้แทน

วันแข่งศึกแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า มีดังนี้
รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 1 – 20/21 ตุลาคม 2020

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 2 – 27/28 ตุลาคม 2020

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 3 – 3/4 พฤศจิกายน 2020

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 4 – 24/25 พฤศจิกายน 2020

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 5 – 1/2 ธันวาคม 2020

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 6 – 8/9 ธันวาคม 2020

รอบ 16 ทีม นัดแรก – 16/17 กุมภาพันธ์ และ 23/24 กุมภาพันธ์ 2021

รอบ 16 ทีม นัดสอง – 9/10 มีนาคม และ 16/17 มีนาคม 2021

รอบ 8 ทีม นัดแรก – 6/7 เมษายน 2021

รอบ 8 ทีม นัดสอง – 13/14 เมษายน 2021

รอบรองชนะเลิศ นัดแรก – 27/28 เมษายน 2021

รอบรองชนะเลิศ นัดสอง – 4/5 พฤษภาคม 2021

รอบชิงชนะเลิศ – 29 พฤษภาคม 2021

รวมทุกเรื่องควรรู้ก่อนจับสลาก UCL & ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลสองรายการใหญ่ของยุโรปมีการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันปีนี้เนื่องจากปัญหาโควิด-19 นี่คือทุกเรื่องที่ท่านควรรู้ก่อนการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้ายจะมีขึ้น

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้าลีก ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับฟุตบอลหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตามยูฟ่ามีกำหนดจะกลับมาเริ่มทำการแข่งขันอีกครั้งในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมการแข่งขันของฤดูกาลนี้

โกล รวบรวมทุกเรื่องที่คุณควรรู้ก่อนการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้าย และ รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลสองรายการใหญ่ของยุโรปจะมีขึ้น

การจับสลาก UCL & ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย-รองชนะเลิศ มีเมื่อไหร่?
การจับสลากทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 10 กรกฏาคมนี้

โดยจะมีขึ้นที่ออฟฟิศของยูฟา ในเมืองนียง ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 

ทีมใดมีส่วนร่วมในการจับสลาก UCL บ้าง?
ในการจับสลากวันที่ 10 กรกฏาคม มีเพียง 4 ทีมเท่านั้นที่การันตีที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ได้แก่ อตาลันต้า, แอตเลติโก มาดริด, ไลป์ซิก และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ทำการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายจบสองนัดแล้ว

ขณะที่อีก 4 ทีมที่เหลือต้องรอผลนัดที่สอง ซึ่งจะเป็นคู่ระหว่าง เชลซี-บาเยิร์น, บาร์เซโลนา-นาโปลี, เรอัล มาดริด-แมนฯซิตี้ และ ยูเวนตุส-ลียง

ทีมใดมีส่วนร่วมในการจับสลาก ยูโรป้าลีก บ้าง?
ในส่วนของ ยูโรป้าลีก ยังไม่มีทีมใดการันตีที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และยังต้องรอลุ้นผลการแข่งขันในเกมเลกสองของรอบ 16 ทีมสุดท้าย

อิสตันบูล เบซัคเซเฮียร์ – โคเปนเฮเกน
โอลิมเปียกอส – วูล์ฟแฮมป์ตัน
เรนเจอร์ส – ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน
โวล์ฟส์บวร์ก – ชัคตาร์ โดเนตส์ค
อินเตอร์ มิลาน – เกตาเฟ
เซบีญา – โรมา
ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต – บาเซิล
ลาสค์ – แมนฯยูไนเต็ด

ชมการจับฉลากได้จากที่ไหน??
ยูฟ่า จะมีการถ่ายทอดสดการจับสลากที่เว็ปไซต์ uefa.com – ซึ่งหมายความว่าสามารถดูได้ทั้งจากทางโทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ของท่านได้

ท่านยังสามารถติดตามการรายงานสดผ่านทาง Goal ที่จะเริ่มอัพเดทความเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงก่อนการจับสลาก

การแข่งขันเริ่มเมื่อไหร่, แข่งที่ไหน?
เกมนัดที่เหลือของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะลงเล่นในวันที่ 7-8 สิงหาคมนี้ ขณะที่ ยูโรป้าลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะมีขึ้นในวันที่ 5-6 สิงหาคม

และเนื่องจากผลการะทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป จะเป็นในรูปแบบมินิทัวร์นาเม้นท์ แข่งนัดเดียวจบ โดยจะเตะแบบนัดเดียวจบ หากเสมอกันใน 90 นาที จะมีการต่อเวลาพิเศษ และหากเสมอกันใน 120 นาที ก็จะต้องดวลจุดโทษตัดสิน

ขณะที่ ยูโรป้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นกันที่ประเทศเยอรมนีทั้งหมด

มินิทัวร์นาเมนท์ของ UCL เริ่มเมื่อไหร่?
กำหนดวันแข่งขันของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์มีดังนี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย: 12 สิงหาคม – 15 สิงหาคม
รอบรองชนะเลิศ: 18 สิงหาคม – 19 สิงหาคม
รอบชิงชนะเลิศ:  23 สิงหาคม

UCL มินิทัวร์นาเมนท์ จัดขึ้นที่ไหน?
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์จะมีขึ้นที่สนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ รังเหย้าของเบนฟิก้า เช่นเดียวกับนัดชิงชนะเลิศ .

มินิทัวร์นาเมนท์ของ ยูโรป้าลีก เริ่มเมื่อไหร่?
กำหนดวันแข่งขันของศึก ยูโรป้าลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์มีดังนี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย: 10 สิงหาคม – 11 สิงหาคม
รอบรองชนะเลิศ: 16 สิงหาคม – 17 สิงหาคม
รอบชิงชนะเลิศ: 21 สิงหาคม

ยูโรป้าลีก มินิทัวร์นาเมนท์ จัดขึ้นที่ไหน?
ยูโรป้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นกันที่ประเทศเยอรมนีทั้งหมด โดยมีเจ้าภาพ 4 เมืองได้แก่ โคโลญจน์, ดุ๊ยส์บวร์ก, ดุสเซลดอร์ฟ และ เกสเซนเคียร์เชน

โดยรอบชิงชนะเลิศจะมีขึ้นที่สนาม ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน รังเหย้าของ โคโลญจน์

 

ทางการ!ยูฟ่าประกาศสนาม-วันเตะถ้วยยุโรป

ยูฟ่า ประกาศวันกลับมาเตะของ แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโรปา ลีก โดยตั้งแต่รอบก่อนรองชนะเลิศไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ จะเล่นแบบมินิทัวร์นาเมนต์ในประเทศเดียวที่ โปรตุเกส และ เยอรมัน ตามลำดับ

      สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ จะไปเล่นที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ระหว่างวันที่ 12-23 สิงหาคมนี้

    นอกจากนั้้น การเล่นจะเตะแบบนัดเดียวจบ โดยใช้ 2 สนาม คือ เอสตาดิโอ ชูเซ่ อัลวาล้าด รังเหย้าของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ เอสตาดิโอ ดา ลุช รังเหย้าของ เบนฟิก้า ที่จะใช้เป็นนัดชิงชนะเลิศด้วย หลังจากศึกชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

      ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ยังเตะไม่จบอีก 4 คู่ (ยูเวนตุส พบ โอลิมปิก ลียง, แมนฯ ซิตี้ พบ เรอัล มาดริด, บาเยิร์น มิวนิค พบ เชลซี และ บาร์เซโลน่า พบ นาโปลี) นั้น จะเล่นที่สนามของทีมเจ้าบ้านตามโปรแกรมเดิมในวันที่ 7-8 ส.ค. นี้

    ทั้งนี้ เมื่อได้อีก 4 ทีมผ่านเข้ารอบตามทีมที่เข้ารอบไปแล้ว คือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, แอตเลติโก มาดริด, อตาลันต้า และ แอร์เบ ไลป์ซิก จะทำการจับสลากประกบคู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 10 ก.ค.นี้

โปรแกรม แชมเปี้ยนส์ ลีก

7-8 ส.ค. – รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ยังเตะไม่จบ
12-15 ส.ค. – รอบ 8 ทีมสุดท้าย
18-19 ส.ค. – รอบรองชนะเลิศ
23 ส.ค. – รอบชิงชนะเลิศ (ลิสบอน)

      โดย ยูฟ่ายังได้ประกาศเลื่อนเมืองเจ้าภาพนัดชิงชนะเลิศ ศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เลือกไว้ให้ไปจัดในปีถัดไปทั้งหมดดังนี้

    -ปี 2021: สนามอตาเติร์ก, อิสตันบูล ประเทศตุรกี
    -ปี 2022: สนามเซนต์-ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย
    -ปี 2023: สนามอัลลิอันซ์ อารีน่า, มิวนิค ประเทศเยอรมนี
    -ปี 2024: สนามเวมบลีย์, ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

      นอกจากนั้น ทีมที่ยังอยู่ในการแข่งขันสามารถลงทะเบียนผู้เล่นจากลิสต์รายชื่อ 25 ผู้เล่นทีมชุดใหญ่ได้ใหม่ 3 คน โดยที่ผู้เล่น 3 คนดังกล่าวต้องขึ้นทะเบียนเป็นนักเตะของสโมสรภายในเส้นตายของการส่งรายชื่อครั้งล่าสุด (3 ก.พ. 2020) ซึ่งเป็นไปเพื่อให้ทีมต่าง ๆ สามารถส่งชื่อผู้เล่นที่เคยบาดเจ็บอยู่ในการส่งชื่อครั้งก่อนได้ มิใช่ให้ส่งชื่อนักเตะที่เพิ่งซื้อใหม่ ขณะที่การแข่งขันตลอดช่วงที่เหลือของฤดูกาลสามารถเปลี่ยนตัวสำรองได้ 5 คน ตามกรอบที่ IFAB ได้วางไว้ให้แล้ว จากนั้นในฤดูกาล 2020/21 กลับมาเปลี่ยนตัวสำรองได้เพียง 3 คนเหมือนเดิม

    ส่วนรายการ ยูโรปา ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายจนถึงนัดชิงชนะเลิศ จะเตะแบบนัดเดียวจบเช่นกัน ที่ ดุ๊ยส์บวร์ก, ดุสเซลดอร์ฟ, เกลเซ่นเคียร์เช่น และโคโลญจน์ (สนามนัดชิงชนะเลิศ) ในประเทศเยอรมัน ระหว่างวันที่ 10-21 ส.ค.นี้ ขณะที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะกลับมาแข่งต่อในวันที่ 5-6 ส.ค. นี้

      อย่างไรก็ดี ยูฟ่ายังไม่ยืนยันว่ารอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ที่ค้างคาอยู่จะแข่งกันที่ไหน ทว่าจะเตะกันในวันที่ 5-6 สิงหาคม 2020 และสำหรับ 2 คู่ที่ยังไม่ได้เตะนัดแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้าย คือคู่ เซบีย่า vs โรม่า และ อินเตอร์ vs เคตาเฟ่ ก็จะต้องเตะแบบนัดเดียวจบเช่นกัน

    ส่วนศึกชิงถ้วยเปิดฤดูกาลใหม่อย่างซูเปอร์คัพ ยุโรป ในปีนี้ จะเตะกันที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. 20 

โปรแกรม ยูโรปา ลีก

5-6 ส.ค. – รอบ 16 ทีมสุดท้าย
10–11 ส.ค. – รอบ 8 ทีมสุดท้าย
16–17 ส.ค. – รอบรองชนะเลิศ
21 ส.ค. – รอบชิงชนะเลิศ (โคโลญจน์)

เปิดโผ 10 กุนซือผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

    สำหรับวงการลูกหนัง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็มียอดกุนซือเกิดขึ้นมาแล้วมากมาย ซึ่งหนึ่งในด่านที่กุนซือเหล่านั้นต้องการพิชิตให้ได้นั่นก็คือการพาทีมเป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

        ซึ่งการพาต้นสังกัดให้ประสบความสำเร็จในเวทียุโรปถือว่าไม่ใช่งานง่าย และเป็นอะไรที่กุนซือทุกคนล้วนใฝ่ฝัน แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้สำเร็จ ? และนี่คือ 10 อันดับกุนซือที่ประสบความสำเร็จสูงสุดใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

        10. อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์

        สโมสร : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ บาเยิร์น มิวนิค

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 51%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 1997 (ดอร์ทมุนด์) และ 2001 (บาเยิร์น)

        9. ราฟา เบนิเตซ

        สโมสร : ลิเวอร์พูล, อินเตอร์ มิลาน, เชลซี, นาโปลี และ เรอัล มาดริด

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 57%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 2005 (ลิเวอร์พูล)

        8. บิเซนเต้ เดล บอสเก้

        สโมสร : เรอัล มาดริด

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 57%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 2000 และ 2002 (เรอัล มาดริด)

        7. จุ๊ปป์ ไฮย์เกส

        สโมสร : เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 70%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 1998 (เรอัล มาดริด) และ 2013 (บาเยิร์น)

        6. เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

        สโมสร : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 54%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 1999 และ 2008 (แมนยู)

        5. หลุยส์ ฟาน กัล

        สโมสร : อาแจ็กซ์, บาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิค และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 60%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 1995 (อาแจ็กซ์)

        4. โชเซ่ มูรินโญ่

        สโมสร : ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ สเปอร์ส

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 56.74%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 2004 (ปอร์โต้) และ 2010 (อินเตอร์ มิลาน)

        3. คาร์โล อันเชล็อตติ

        สโมสร : ปาร์ม่า, ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, เชลซี, เปแอสเช, เรอัล มาดริด, บาเยิร์น มิวนิค และ นาโปลี

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 55.15%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 2003, 2007 (เอซี มิลาน) และ 2014 (เรอัล มาดริด)

 

        2. เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        สโมสร : บาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิค และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 61%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 2009 และ 2011 (บาร์เซโลนา)

 

        1. ซีเนอดีน ซีดาน

        สโมสร : เรอัล มาดริด

        เปอร์เซ็นต์ในการพาทีมชนะ : 65%

        ปีที่พาทีมเป็นแชมป์ : 2016, 2017 และ 2018 (เรอัล มาดริด)

ต้องเปลี่ยน! ยูฟ่า เตรียมปรับเตะ แชมเปี้ยนส์ลีก แบบมินิทัวร์นาเมนต์ ที่กรุงลิสบอน

เมืองลิสบอน ประเทศ โปรตุเกส จะกลายเป็นสังเวียนเต็งที่จะจัดการแข่งขันมิทิทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในเดือนสิงหาคมนี้หากได้รับไฟเขียวจากยูฟ่า จากเดิมที่จะแข่งขันแบบเหย้า-เยือน และชิงชนะเลิศที่ อิสตันบูล

ขณะที่การแข่งขัน ยูฟ่า ยูโรปาลีก นัดชิงชนะเลิศที่กำหนดการเดิมจัดขึ้นที่เมือง กดัญส์ก ประเทศโปแลนด์ มีแววที่จะโยกไปจัดแข่งขันใน เยอรมนี แทนที่ โดยจะได้ข้อสรุปในการประชุมผู้บริหาร ยูฟ่า ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้

รายงานจาก บีบีซี ระบุว่าผลจากการหารือในที่ประชุมของ ยูฟ่า ตลอดไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยข้อเสนอหลากหลาย โดยหนึ่งในนั้นเป็นการเรียกร้องให้จัดแข่งขันในรอบน็อคเอาท์แบบ 2 เลกเหย้า-เยือนตามเดิม อย่างไรก็ตามความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหลังการประชุมในช่วงหลังมานี้มีแนวโน้มที่จะจัดแข่งภายใต้รูปแบบเดียวกับ ฟีฟ่า คลับเวิลด์คัพ โดยที่ประชุมเห็นว่าเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์กับการถ่ายทอดสดและผู้ชมผ่านหน้าจอโทรทัศน์มากกว่า

หากฝ่ายจัดการแข่งขันไฟเขียวในการจัดรูปแบบดังกล่าวจะทำให้รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ รวมไปถึงนัดชิงชนะเลิศจะเกิดขึ้นในแบบมินิทัวร์นาเมนต์ภายใต้สนามปิดแบบไร้แฟนบอล และกำหนดการเบื้องต้นสำหรับ ยูซีแอล นัดชิงชนะเลิศคือวันที่ 23 สิงหาคม ขณะที่นัดชิงฯ ยูโรปาลีก จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม

รายงานระบุว่า สเปน, เยอรมนี และ รัสเซีย ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นเจ้าภาพในมินิทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว แต่ด้วยปัจจัยด้านที่ตั้งและการที่ไม่มีสโมสรใดจาก โปรตุเกส มีชื่อเหลืออยู่ในรายการดังกล่าวทำให้แดนฝอยทอง ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเต็งในโค้งสุดท้าย

ทั้งนี้ ลิสบอน มีสนามฟุตบอล 2 สนาม ที่สามารถรองรับการจัดแข่งขันฟุตบอลระดับสูงได้ เช่นเดียวกับมีโรงแรมชั้นนำที่สามารถรองรับการเข้าพักของบุคลากรจากสโมสรฟุตบอลที่จะทำการแข่งขันได้

ผลการแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ลีก ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายมีดังนี้
โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-3 ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
อตาลันต้า 8-4 บาเลนเซีย
แอตเลติโก มาดริด 4-2 ลิเวอร์พูล
ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 0-4 แอร์เบ ไลป์ซิก

ส่วนคู่ที่ยังแข่งขันไม่จบทั้ง 2 เลกมีดังนี้
เรอัล มาดริด (1-2) แมนเชสเตอร์ ซิตี้
เชลซี (0-3) บาเยิร์น มิวนิค
ลียง (1-0) ยูเวนตุส
นาโปลี (1-1) บาร์เซโลนา

พ่อหมอฟันธง!คล็อปป์เผยทีมไหนเต็ง1ซิวแชมป์ชปล.ซีซั่นนี้

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ระบุ ส่วนตัวแล้วตนมองว่าเต็ง 1 ที่จะได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในตอนนี้คือ บาเยิร์น เพราะนอกจากฟอร์มกำลังดีแล้วจะยังได้พักมากกว่าทีมจากลีกอื่นๆ อีก

    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า บาเยิร์น มิวนิค ถือเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2019-20 ไปครอง

    ศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำซีซั่นนี้ จำเป็นต้องพักการแข่งขันไปเพราะปัญหาของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้บางคู่ของรอบ 16 ทีมสุดท้ายยังเตะกันไม่ครบ 2 นัดเลย ขณะที่บางคู่ได้ผลสรุปไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกรณีของ บาเยิร์น พวกเขายังเหลือเกมที่จะเปิดรัง อัลลิอันซ์ อารีน่า เจอกับ เชลซี ในนัดสองอยู่ แต่ตอนนี้สถานการณ์ของ บาเยิร์น ก็ดูดีมากๆ เพราะในนัดแรก "เสือใต้" บุกไปชนะอีกฝ่าย 3-0 ถึงสนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ มาแล้ว

    ทั้งนี้ สาเหตุที่ คล็อปป์ มองว่า บาเยิร์น เป็นเต็งจ๋าที่จะได้แชมป์นั้น เป็นเพราะเขามองว่าตอนนี้สถานการณ์ของ บาเยิร์น กำลังไปได้สวย หลังจากที่ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง แถมทีมดังของเมืองเบียร์ก็จะมีเวลาพักเยอะกว่าทีมจากชาติอื่นๆ ด้วย เพราะว่า บุนเดสลีกา กลับมาเตะกันเร็วกว่าลีกอื่นๆ จนจะทำให้ได้ปิดซีซั่นก่อนชาวบ้าน โดยที่เกมฟุตบอลถ้วยยุโรปมีการกำหนดว่าจะกลับมาเตะกันในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

    คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์กับ สกาย สื่อชื่อดังรายหนึ่งว่า "ทีมจากบาวาเรียมีโอกาสดีที่จะได้แชมป์ ตอนนี้ทุกอย่างมันดูเป็นไปได้สวยสำหรับพวกเขา แต่แน่นอนว่าสถานการณ์มันยังต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปด้วย ในนัดชิงชนะเลิศน่ะคุณต้องการชุด 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดสำหรับการลงเล่น ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทีมที่เป็นแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่างก็ได้ส่ง 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดลงเล่นกันทั้งนั้น ดังนั้นผมเลยคิดว่า บาเยิร์น เป็นทีมที่มีโอกาสดีที่สุด เพราะถ้าเกิด 1 ในนักเตะของพวกเขามีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย คนๆ นั้นก็จะสามารถฟื้นตัวได้ทันก่อนที่จะถึงเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ดี"

โรนัลโด้ ตัดทิ้ง, รามอสคู่ฟาน ไดค์ ! 11 แข้งรวมดาราโลกจากใจ “น้าบาร์นส์”

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นนักฟุตบอลที่ทั่วโลกยกย่องให้เป็นหนึ่งในสองของนักเตะที่เก่งที่สุดในยุคของเขา แต่สำหรับ จอห์น บาร์นส์ ตำนานปีกจอมพลิ้ว "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ตัดสินใจมองข้าม "ซีอาร์ 7" สำหรับ "11 ผู้เล่นรวมดาราโลก" ของเขา แต่งานนี้บอกเลยว่าเจ้าตัวมีเหตุผล และไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้นที่เลือกแบบนี้
 สตาร์ลูกหนังชาวโปรตุกีส คว้าแชมป์ลีกร่วมกัน "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และยูเวนตุส ตลอดช่วงระยะเวลาในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพมากว่า 18 ฤดูกาล พร้อมกันนี้ยังตะบันตาข่ายคู่แข่งไปแล้ว 626 ประตูจาก 838 เกมที่ลงสนาม และพ่วงด้วยเกียรติยศส่วนตัวนั่นก็คือรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัย

 แม้จะเก่งฉกาจแค่ไหนแต่สำหรับ บาร์นส์ ซึ่งเคยเล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 384 เกม และคว้าแชมป์ลีกเมืองผู้ดี 2 สมัยกับเอฟเอ คัพ 2 สมัย ตอนที่ค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ มองว่า "เฮียโด้" ไม่เหมาะกับทีมรวมดาราโลกของเขา

 สำหรับ 3 ประสานในแดนหน้าที่ บาร์นส์ เลือกได้แก่ ลิโอเนล เมสซี่ สตาร์ประจำสโมสรบาร์เซโลน่า และคู่ปรับตลอดกาลของ โรนัลโด้ โดย ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ ซัดไปแล้ว 627 ประตูจากการเล่น 718 แมตช์
 
 ส่วนนักเตะอีก 2 คนที่ยืนปักหลักเล่นเกมรุกร่วมกับ เมสซี่ ก็คือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอก "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค กับ ซาดิโอ มาเน่ ดาวยิง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล โดยเฉพาะในรายของสตาร์ดังชาวเซเนกัล มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ทีมมีลุ้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ หลังทำแต้มทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 25 คะแนน และช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

 ในส่วนของแนวรับเมื่อมองจากเหตุและผลแล้ว "น้าบาร์นส์" ยืนยันว่า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เซนเตอร์แบ็กชาวดัตช์, เทรน อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาจอมบุกทีมชาติอังกฤษ และ อลีสซง เบ็คเกอร์ นายด่านสุดหนึบเลือดบราซิเลียน ซึ่งรวมแล้วแข้ง "เดอะ เร้ดส์" 4 คนมีชื่ออยู่ในทีรวมดาราของ บาร์นส์

 บาร์นส์ ให้เหตุผลที่เลือกแข้งรุ่นน้อง 3 รายทำหน้าที่ในเกมรับโดยเฉพาะ ฟาน ไดค์ ที่เล่นได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ย้ายมาสวมเครื่องแบบ "หงส์แดง" ในขณะเดียวกันผู้เล่นเซนเตอร์แบ็กอีกคนก็คือ เซร์คิโอ รามอส จาก เรอัล มาดริด

 สำหรับเหตุผลที่ "น้าบาร์นส์" เลือก 11 นักเตะรวมดาราโลกของเขาในแต่ละตำแหน่งคืออะไรลองไปพิจารณากันดูดีกว่า
 
ผู้รักษาประตู – อลีสซง เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล)

 "ไม่ใช่แค่เขาพิสูจน์ตัวเองเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเท่านั้นว่าเขาเป็นผู้รักษาประตูที่สุดยอดมากแค่ไหน แต่เขายังคงช่วยให้การเล่นเกมรับของ ลิเวอร์พูล มีความคงเส้นคงวา เขาเป็นผู้ชนะตัวจริงเสียงจริงเลยก็ว่าได้"

แบ็กขวา – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล) 

 "โธมัส มูนิเย่ร์ จาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เป็นหนึ่งในแบ็กขวาที่เก่งที่สุดในช่วงเวลานี้ แต่ เทรนต์ มีฤดูกาลที่น่าเหลือเชื่อ เขาสามารถเติมเกมรุกได้อย่างแข็งแกร่ง และแสดงให้เห็นถึงการเปิดบอลจากริมเส้นได้อย่างสุดยอด และยังจบสกอร์ได้ดีในช่วง 2 ซีซั่นที่ผ่านมา"

 เซนเตอร์แบ็ก – เซร์คิโอ รามอส (เรอัล มาดริด)

 "โชคร้ายจริงๆ สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูล นักเตะที่ผมเลือกให้มายืนเคียงข้าง ฟาน ไดค์ ก็คือ เซร์คิโอ รามอส ซึ่งงานนี้ผู้เล่นลิเวอร์พูลหลายคนคงไม่ปลื้มแหงๆ ! แต่หากมองผลงานตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเขาเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่มีฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุด และมีความคงเส้นคงวามากๆ"

เซนเตอร์แบ็ก – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล) 

 "เขาต้องอยู่ในทีมชุดนี้ ไม่มีอะไรต้องพูดเลย เขา (ฟาน ไดค์) เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก (สำหรับตำแหน่งกองหลัง) และฤดูกาลของเขาที่ ลิเวอร์พูล มันน่าเหลือเชื่อมากๆ"

แบ็กซ้าย –  อัลฟอนโซ่ เดวีส (บาเยิร์น มิวนิค)

 "ผมประทับใจผลงานของ เดวีส ในเกมที่พบกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เขามาจาก แคนาดา และก็ได้เล่นให้กับทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งผลงานโดดเด่นน่าประทับใจมากๆ เขาเล่นแบบไม่มีกดดัน, แข็งแกร่ง, เติมเกมบุกได้ดี และยังเล่นเกมรับได้เหนียวแน่นด้วย"

 มิดฟิลด์ตัวรับ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (เชลซี)

 "ผมเลือกที่จะมีผู้เล่นในตำแหน่งโฮลดิ้ง มิดฟิลด์ เพราะในทีมชุดนี้มีนักเตะแนวรุกเยอะมาก ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือสมดุลของทีม ผมมีนักเตะกองกลางตัวรับที่ชื่นชอบมากๆ ซึ่งลงเล่นในตำแหน่งนี้ให้กับ เชลซี นั่นก็คือ ก็องเต้ สำหรับผมเขาคือมิดฟิลด์ตัวรับที่เก่งที่สุดในโลก ผมจะจับเขาไปเล่นอยู่ด้านหน้าแผงแบ็กโฟร์"

 กองกลาง – แฟรงกี้ เดอ ยอง (บาร์เซโลน่า)

 "เขาเป็นนักเตะที่ทำงานหนัก เล่นเกมรับได้ดี แต่ไม่กลัวที่จะขยับขึ้นไปเล่นเกมรุก เขาน่าจะมาเล่นให้ ลิเวอร์พูล จริงๆ สำหรับ เดอ ยอง ไม่ใช่หนึ่งในนักเตะที่มีสไตล์แบบ ดาบิด ซิลบา เขาเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างสรรค์เกม แต่ยังทำหน้าที่ในเกมรับได้เหนียวแน่นด้วยเช่นกัน"

 กองกลาง – เควิน เดอ บรอยน์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

 "ผมมีตัวเลือกในแผงกองกลางอีกคนที่เก่งมากๆ นั่นก็คือ เดอ บรอยน์ ซึ่งทำผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อมากๆ  เป็นนักเตะที่เล่นเกมรุกได้ดีกว่า เดอ ยอง จากมุมมองในเกมเล่นเกมบุก เขาเป็นมิดฟิลด์ที่เก่งที่สุด หรืออาจจะติดท็อปเทนของโลกในช่วงไม่กี่ฤดูกาลที่ผ่านมา"

แนวรุกฝั่งขวา – ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า)

 "นักเตะที่ผมชื่นชอบตลอดกาลต้องมี เมสซี่ แน่นอน ผลงานของเขามันตอบทุกอย่าง สิ่งที่เขาทำในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และสำหรับในฤดูกาลนี้และซีซั่นที่ผ่านมากับ บาร์เซโลน่า มันน่าเหลือเชื่อมาก "การคว้าแชมป์ลีก และก็ยังคงรักษาฟอร์มแบบนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ยังคงเป็นนักเตะที่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนเดิม แต่เขาไม่เหมือนอย่างที่เขาเคยเป็นอีกต่อไปแล้ว"

 หน้าเป้า – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (บาเยิร์น มิวนิค)

 "สำหรับหน้าเป้า ผมชอบผู้เล่นเบอร์ 9 แบบคลาสสิค ผมเลือก เลวานดอฟสกี้ เพราะถ้าคุณลงเล่นในเกมที่มีความตึงเครียดสูสีกัน และคุณต้องการให้บอลเข้าไปอยู่ในกรอบเขตโทษ คุณต้องมีหน้าเป้าเหมือนกับ แฮร์รี่ เคน หรือ เลวานดอฟสกี้ สำหรับผม เลวานดอฟสกี้ เป็นผู้เล่นเบอร์ 9 (หน้าเป้า) ที่ดีที่สุด เป็นเบอร์ 9 ในแบบคลาสสิคเมื่อคุณพูดถึงมาตรฐานของเอียน รัช เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่อยู่ในทีมชุดนี้ของผมแน่นอน"

แนวรุกฝั่งซ้าย – ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล)

 "มาเน่ เป็นนักเตะที่ผมชื่นชอบมากๆ ของลิเวอร์พูล และสร้างผลงานได้น่าประทับใจเมื่อปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เรื่องการยิงประตูที่เขาทำได้มากแค่ไหน หรือการสร้างสรรค์โอกาสให้กับทีม แต่เขาทำงานหนักมากๆ เพื่อช่วยเหลือทีม สำหรับผม เขาเป็นนักเตะที่เหนือกว่า (โมฮาเหม็ด) ซาลาห์ ในฤดูกาลนี้"

ตราหมีปวดใจ! ‘เปามาร์ค’รับประตูรามอสชิง UCL ล้ำหน้า



อดีตเชิ้ตดำคนดังของอังกฤษ ยอมรับ ประตูของ เซร์คิโอ รามอส ในเกมนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก 2016 กับ แอต.มาดริด เป็นลูกล้ำหน้า

มาร์ค แคลทเทนเบิร์ก อดีตผู้ตัดสินมือหนึ่งของอังกฤษ ยอมรับ ประตูของ เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเรอัล มาดริด ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2016 กับ แอต.มาดริด เป็นลูกล้ำหน้า

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในนาทีที่ 15 โทนี โครส เปิดลูกฟรีคิกเข้าไปในเขตโทษ แกเร็ธ เบล โหม่งเช็ดบอลเลยไปถึงรามอสล้มตัวชาร์จเข้าไป ซึ่งตอนนั้นยังไม่มี VAR ราชันชุดขาวจึงได้ประโยชน์ได้ประตูขึ้นนำ 1-0

"ในเกมนัดชิงวันนั้น เรอัล มาดริด ขึ้นนำ 1-0 ในครึ่งแรก แต่ประตูนั้นมีการล้ำหน้าเล็กน้อย ผมเพิ่งมารู้ตอนพักครึ่ง" แคลทเทนเบิร์ก เขียนผ่านคอลัมน์ใน Daily Mail

"มันเป็นการตัดสินที่ยาก และผู้ช่วยของผมก็พลาด"

ขณะเดียวกัน แคลทเทนเบิร์กยังเล่าถึงจังหวะเป่าจุดโทษให้กับทีมตราหมี จากจังหวะที่ เปเป้ ขัดขา เฟร์นันโด ตอร์เรส ด้วยว่า "ผมเป่าจุดโทษให้แอต.มาดริดในช่วงต้นครึ่งหลัง ในจังหวะที่เปเป้ทำฟาวล์ตอร์เรส"

"เปเป้โมโหมาก เขาพูดกับผมเป็นภาษาอังกฤษที่ชัดมากว่า ‘ไม่มีทางเป็นจุดโทษ มาร์ค’ "

"ผมจึงตอบกลับไปว่า ‘ประตูแรกของนายก็ไม่ควรได้’ มันทำให้เขาเงียบไปเลย"

อย่างไรก็ดี อองตวน กรีซมันน์ ยิงจุดโทษลูกนั้นไปชนคาน แต่แอต.มาดริดตามตีเสมอจนได้จาก ยานนิค การ์รัสโก้ ในนาทีที่ 79 ก่อนทั้งสองทีมจะเสมอกันใน 120 นาที 1-1 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษ ผลปรากฎว่า เรอัล มาดริด ยิงแม่นกว่าเอาชนะไปด้วยสกอร์ 5-3

ตำนานโกลแมนยูติด2! “ฟร้องซ์ ฟุตบอล” จัดท็อป 10 ผู้รักษาประตูเจ๋งสุดตลอดกาล



เมื่อเร็วๆ นี้ "ฟร้องซ์ ฟุตบอล" (France Football) นิตยสารลูกหนังชื่อดังเมืองน้ำหอม ได้มีการจัด 10 อันดับผู้รักษาประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ซึ่งบอกเลยว่า แต่ละคนเทพๆ ทั้งนั้น โดยมีอดีตนายทวาร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในลิสต์ 2 รายด้วยกัน แต่จะมีใครบ้างนั้น ไปดูกันเลย
 

 10. ปีเตอร์ ชิลตัน

ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดนายทวารที่วงการลูกหนังอังกฤษเคยมีมา โดย ชิลตัน ลงเล่นเกมฟุตบอลระดับอาชีพมากถึง 1,390 นัด (ปี 1966-1997) ซึ่งครองสถิติโลกอยู่ในขณะนี้ และนอกจากลงเฝ้าเสาให้ทีมชาติอังกฤษไปทั้งสิ้น 125 นัด เจ้าตัวยังเป็นขุนพลคนสำคัญของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ชุดคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัยติด (ซีซั่น 1978/79, 1979/80) อีกด้วย

 9. เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์

สุดยอดนายประตูชาวดัตช์คนนี้ ได้รับรางวัลผู้รักษาประตุยอดเยี่ยมของยุโรป 2 สมัย (1995 และ 2009) และประสบความสำเร็จอย่างมากในระดับสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนอยู่กับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ปี 1990-1999) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2005-2011) ที่ซึ่งเจ้าตัวมีโอกาสได้สัมผัสกับโทรฟี่แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
 
 8. อีเกร์ กาซียาส

ว่ากันว่านี่คือผู้รักษาประตูที่เจ๋งสุดตลอดกาลของวงการลูกหนังสเปน โดย กาซียาส ครองตำแหน่งมือหนึ่งทีมชาติสเปนมาอย่างยาวนาน (ปี 2000-2016) และเป็นกัปตันทีม "กระทิงดุ" ชุดคว้าแชมป์ยูโร 2008 และ 2012 รวมถึงแชมป์โลกเมื่อปี 2010 นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัย (ซีซั่น 1999/2000, 2001/02, 2013/14) กับ เรอัล มาดริด ด้วย ถือเป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการเลยทีเดียว

 7. เซปป์ ไมเออร์

 นี่คืออีกหนึ่งสุดยอดผู้รักษาประตูในยุค 60-70  โดย ไมเออร์ อยู่รับใช้ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรเดียวตลอดอาชีพการเล่น (ปี 1962-1980) และคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ถึง 3 สมัย (ซีซั่น 1973/74, 1974/75, 1975/76) นอกจากนี้ยังคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1974 กับทีมชาติเยอรมันตะวันตกด้วย

 6. ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล

นอกจากมีฝีมือการป้องกันประตูที่สุดยอดแล้ว ชไมเคิ่ล ยังถือเป็นอีกหนึ่งผู้รักษาประตูที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติเดนมาร์ก ชุด "เทพนิยายเดนส์" ที่ผงาดคว้าแชมป์ ยูโร 1992 มาครองได้แบบสุดเซอร์ไพรส์ และยังกอบโกยถ้วยแชมป์ได้อีกมากมายตอนเฝ้าเสาให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งนั่นก็รวมถึงการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย

 5. มานูเอล นอยเออร์

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หลายๆ คนยกให้ นอยเออร์ เป็นผู้รักษาประตูที่เก่งที่สุดในโลก ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะเขาได้รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของโลก จากการจัดของสหพันธ์ประวัติศาสตร์และสถิติฟุตบอลนานาชาติ (ไอเอฟเอฟเอชเอส) ถึง 4 สมัย (ปี 2013, 2014, 2015 และ 2016) นอกจากนี้ยังช่วยทีมชาติเยอรมนีผงาดคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 2014 อีกด้วย ส่วนกับ บาเยิร์น มิวนิค นั้น เขาก็ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ด้วยตำแหน่งแชมป์ บุนเดสลีกา 7 สมัย, เดเอฟเบ-โพคาล 4 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย เป็นต้น

 4. จานลุยจิ บุฟฟ่อน

แม้ล้มเหลวตลอดกับการเข้าชิงชนะเลิศในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า บุฟฟ่อน คือผู้รักษาประตูที่เจ๋งสุดตลอดกาลคนหนึ่ง หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดมาอย่างยาวนาน ทั้งการเล่นให้ทีมชาติอิตาลี และ ยูเวนตุส ซึ่งแน่นอนว่า จุดสูงสุดของเขาคือการคว้าแชมป์โลกกับทัพ "อัซซูร์รี่" เมื่อปี 2006 นอกจากนี้เขายังครองสถิติไม่เสียประตูยาวนานสุดในประวัติศาสตร์เกม เซเรีย อา ที่จำนวน 974 นาที อีกด้วย

 3. ดิโน่ ซอฟฟ์

จัดเป็นอีกหนึ่งผู้รักษาประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล และประสบความสำเร็จอย่างมากมายทั้งกับทีมชาติอิตาลี และ ยูเวนตุส คล้ายๆ กับ บุฟฟ่อน แต่ ซอฟฟ์ ครองสถิติเป็นผู้เล่นอายุมากสุดที่คว้าแชมป์โลก หลังจากที่เจ้าตัวเป็นกัปตันทีมพา อิตาลี คว้าแชมป์ เวิลด์ คัพ เมื่อปี 1982 ด้วยวัย 40 ปี, 4 เดือน และ 13 วัน นอกจากนี้เจ้าตัวยังคว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา 6 สมัย ร่วมกับทัพ "ม้าลาย" ด้วย

 2 . กอร์ดอน แบงส์

 ฟีฟ่า ยกให้ แบงส์ เป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมแห่งปีถึง 6 สมัยติด ช่วงระหว่างปี 1966-1971 แค่นี้คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรมากถึงความยอดเยี่ยมของ ตำนานนายประตูทีมชาติอังกฤษ ชุดคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1966 โดยชอตเซฟลูกโขกของ เปเล่ ในเกม เวิลด์ คัพ 1970 นัดที่เจอกับ บราซิล นั้น ถือเป็นชอตที่หลายๆ คนยกให้เป็นหนึ่งในการเซฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล
 
 1. เลฟ ยาชิน

ยาชิน ได้รับฉายาว่า "ไอ้แมงมุมดำ" (Black Spider) จากการที่ชอบสวมใส่ยูนิฟอร์มสีดำทั้งชุด โดยเขาเป็นผู้รักษาประตูเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ที่ได้รางวัล บัลลงดอร์ (เมื่อปี 1963) ซึ่งตลอดอาชีพการเล่นฟุตบอล (ปี 1950-1970) เขารับใช้แค่สองทีมเท่านั้น คือ ดินาโม มอสโก และทีมชาติสหภาพโซเวียต โดย ยาชิน ถือเป็นผู้พลิกโฉมหน้าให้กับผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูอย่างแท้จริง เพราะนอกจากเหนียวหนึบสุดยอดในการป้องกันประตูแล้ว เขายังเป็นนายทวารที่สามารถสั่งการผู้เล่นกองหลังทีมตัวเอง และมีความกล้าหาญที่จะออกมาช่วยตัดบอลในจังหวะอันตรายด้วย