วารานแจกขนม, เชซุสโคตรเด่น ! ผ่า 5 ประเด็น แมนซิตี้ สยบ “ราชัน”

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการตอกย้ำชัยชนะในแมตช์ปะทะ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์ 2-1 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัด 2 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" ลอยลำเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-2

    สำหรับเกมนี้แฟนบอล "สำเภาทอง" ต้องขอบคุณ ราฟาแอล วาราน มากๆ ที่เล่นผิดพลาดในจังหวะสำคัญส่งผลให้ "ราชันชุดขาว" ต้องเสีย 2 ประตู ขณะที่ฟอร์มของ กาเบรียล เชซุส โดดเด่นเป็นสง่า และพร้อมที่จะแบกรับหน้าที่ยิงประตูแทน เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้สบายๆ

    ขณะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับคำว่าเพลย์เมกเกอร์ระดับโลก หลังจากที่ปั้นเกมให้กับต้นสังกัดได้อย่างสุดยอดไม่มีที่ติ ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอ กุนซือชาวสแปนิช ถือเป็นยอดโค้ชที่มาพร้อมกับแท็คติกที่หลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นเพื่อให้ทีมบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

    ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งจะเป็นการแข่งแบบมินิทัวร์นาเมนต์ แข่งเกมเดียวจบ ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในช่วงระหว่างวันที่ 12-23 สิงหาคมนี้ "เรือใบสีฟ้า" มีคิวพบกับ โอลิมปิก ลียง และหากมองดูเส้นทางแล้ว ต้องยอมรับว่าพวกเขามีโอกาสสูงมากๆ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรจริงๆ !!!

 

 

1. วาราน แจกโชคสองชั้น
    การที่ เรอัล มาดริด มาเยือนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พวกเขามีแนวคิดที่จะต้องเปิดเกมรุกเพื่อทำประตูให้ได้เร็วที่สุด เพราะหากได้ประตูเร็ว จะเป็นการโยนแรงกดดันใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทันที เนื่องจากพวกเขาจะพลาดไม่ได้ไม่งั้นต้องร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที

    อย่างไรก็ตาม ราฟาแอล วาราน ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นมากๅ ในวงการลูกหนังโลก และมีประสบการณ์สูงแถมยังผ่านความสำเร็จในการคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย และแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศส มาแล้ว จะทำเรื่องที่ผิดพลาดราวกับเด็กประถมได้ขนาดนี้

    จังหวะที่เสียประตูแรก วาราน พยายามที่จะโชว์ความเหนือชั้นในการพยายามที่จะครองบอล แต่สุดท้ายดันทำผิดพลาดมหันต์เมื่อโดน กาเบรียล เชซุส เบียดแย่งบอล ก่อนส่งให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดเป็นประตูขึ้้นตั้งแต่ 9 นาทีแรก ยังไม่หมดแค่นั้น ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ยังทำให้ทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในครึ่งหลัง เมื่อโหม่งบอลคืนหลังเบาเกินไป ทำให้โดน เชซุส ฉกยิงขึ้นนำ 2-1

    ผลงานของ วาราน ในแมตช์นี้ทำให้โดนวิจารณ์อย่างหนัก โดยถึงขนาดเปรียบเทียบว่าฟอร์มแบบนี้ราวกับ "นักเตะสมัครเล่น" !!!

 
2. อาซาร์ หายไปไหนอะ-เสียดายไม่มี เบล  !!
    การกลับมาเยือนอังกฤษ เหมือนเป็นการได้กลับมาสู่ดินแดนที่คุ้นเคยของ เอแด็น อาซาร์ หลังจากที่เขาเคยโลดแล่นกับการเล่นเกมฟุตบอลในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 7 ฤดูกาล ซึ่งจุดนี้น่าจะทำให้นักเตะสามารถรับมือกับการเล่นกับ "เรือใบสีฟ้า" ได้ไม่ยากนัก

    แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า อาซาร์ ไม่มีบทบาทอะไรเลยในแมตช์นี้ โดย ดาวเตะทีมชาติเบลเยียม แทบไม่มีโอกาสได้แสดงพรสวรรค์ขั้นเทพ เหมือนที่เขามักจะโชว์ให้เห็นตอนที่เล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และนี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้ "ราชันชุดขาว" เล่นไม่ออก

 

    เห็นได้ชัดว่าเกมรุกของ เรอัล ขาดความสร้างสรรค์ในการเข้าทำ ขณะที่ อาซาร์ ก็ไม่สามารถที่จะใช้ความาสมารถเฉพาะตัวในการทะลุทะลวงเกมรับ แมนฯ ซิตี้ เข้าไปสร้างอันตรายได้มากนัก ต่างจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีโอกาสใช้ความเร็วในการปั่นป่วนเกมรับเจ้าบ้านได้อย่างต่อเนื่อง

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ อาซาร์ ในแมตช์นี้ ไม่เหมือนกับที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นเขาเล่นตอนอยู่กับ เชลซี !!

    ที่สำคัญ ซีเนดีน ซีดาน ยังทำเรื่องที่ผิดพลาดก่อนเกมแมตช์นี้ ด้วยการตัดชื่อ แกเร็ธ เบล ออกจากทีม เพราะหากมี ดาวเตะเลือดเวลส์ นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างน้อยๆ "ซิซู" ก็อาจจะใช้ความสามารถของเขาช่วยพลิกสถานการณ์ของทีมในยากคับขัน
 

3. ฟอลส์ ไนน์ ไปได้สวยกับ แมนฯ ซิตี้
    ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจพอสมควรที่ได้เห็น ฟิล โฟเด้น ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งฟอลส์ ไนน์ เพราะผู้เล่นที่น่าจะมีโอกาสมากกว่าอย่าง ดาบิด ซิลบา, ริยาด มาห์เรซ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มีชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น แต่งานนี้ "เป๊ป" ต้องคิดมาอย่างรอบคอบแล้วจึงกล้าใช้ เจ้าหนูรายนี้ลงสนามในเกมที่มีความกดดันมากขนาดนี้

    ตอนแรกหลายคน (แม้แต่แฟนแมนฯ ซิตี้) ก็คงมองว่าระบบนี้ของ เป๊ป ค่อนข้างจะบ้าบอมากๆ แต่บทสรุปสุดท้ายมันการเป็นระบบที่สุดยอดจากมันสมองของกุนซือชาวสแปนิช  ที่สำคัญในเกมแรกที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว, เป๊ป ก็คือทำให้ทุกๆ คนต้องทึ่งมาแล้วด้วยการใช้ผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางถ้าเป็นตำแหน่งฟอลส์ ไนน์

    เป๊ป จับ เชซุส กับ สเตอร์ลิง ออกไปยืนเป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองข้างในช่วงแรก เพื่อต้องการกดดันกองหลังของ "โลส บลังโกส" ในพื้นที่กรอบเขตโทษ และแท็คติกนี้ก็ได้ผลเพราะนำไปสู่การได้ประตูแรกของพวกเขา แต่น่าเสียดายที่เจ้าบ้านเสียสมาธิไปหน่อยทำให้โดนตีเสมอในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ เรอัล มาดริด กลับมาสู่เกม

    อย่างไรก็ตาม ขงเบ้งแดนกระทิงดุ รีบจัดการเปลี่ยนแปลงระบบในช่วงพักครึ่ง และโยก เชซุส กลับมายืนเป็นหน้าเป้าซึ่งเป็นตำแหน่งถนัดของเขา จากนั้นขยับ โฟเด้น ไปยืนแทนที่ ก่อนจะเปลี่ยนตัวออก และส่ง  ซิลวา ลงมาแทน ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" กลับมาสู่แนวทางการเล่นที่โดดเด่นเหมือนเดิม

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่า กวาร์ดิโอล่า มีแท็คติกที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความแตกต่างได้ตลอดเวลา แม้อาจจะมีหลายคนมองว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาปราบ เรอัล มาดริด ก็คือการเกมรับที่เล่นได้อย่างย่ำแย่ของ แชมป์ ลา ลีกา ฤดูกาลนี้ ก็ตาม

   
4.  "คิง เดอ บรอยน์" จอมสร้างสรรค์เกม
    เควิน เดอ บรอยน์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะเวิลด์คลาสไปเรียบร้อยแล้วจากผลงานกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแมตช์ล่าสุดที่ปะทะกับสโมสรที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่จอมทัพชาวเบลเยียม ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแล้วว่าเขาคือผู้เล่นที่คู่แข่งต้องระวังตัวให้ดีๆ

    ในแมตช์นี้ โคตรคนจอมแอสซิสต์ เล่นงานกองหลัง "ราชันชุดขาว" จนปั่นป่วนไปหมด โดยไม่ว่าจะเป็นจังหวะการวางบอลยาว หรือการผ่านบอลสั้น เจ้าตัวทำได้ดีเยี่ยมอย่างไม่มีที่ติ และเมื่อไหร่ก็ตามที่บอลออกจากเท้า เดอ บรอยน์ ต้องบอกว่าอันตรายทุกจังหวะ

 

    ที่สำคัญ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม สามารถสร้างโอกาสให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ถึง 9 ครั้งในเกมกับ เรอัล มาดริด ฉะนั้นสิ่งนี้คือสัญญาณเตือนบรรดาคู่แข่งของ แมนฯ ซิตี้ ว่าพวกเขาต้องจับตา เดอ บรอยน์ เอาไว้ให้ดีๆ เพราะหากปล่อยให้เขามีพื้นที่แม้แต่นิดเดียว มีสิทธิ์ที่จะเสียประตูได้เลยทีเดียว

    ฉะนั้นคงจะไม่เป็นการยกย่องปอปั้นจนเกินไปว่า เดอ บรอยน์ คือราชันแห่งการแอสซิสต์ ในยุคปัจจุบัน !!!

 

 

5. เส้นทางสู่แชมป์แรกในประวัติศาสตร์ "เรือใบ"
    แมนฯ ซิตี้ ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และตอนนี้หลายๆ คนคงยกให้พวกเขาเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาครอบครอง หลังจากที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถปราบโคตรทีมอย่าง เรอัล มาดริด ได้สำเร็จในเกมเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

    สำหรับตอนนี้หากมองล่วงหน้าต้องบอกว่างานหนักของทัพ "สำเภาทอง" รองแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด อาจจะเป็น บาเยิร์น มิวนิค หรือ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ โดยหากมองจากขุมกำลังของ แมนฯ ซิตี้ ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าแข็งแกร่งมากพอที่จะทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

    จุดเด่นของ แมนฯ ซิตี้ ก็คือเกมรุกที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้ตลอด โดยเฉพาะการมี เดอ บรอยน์ ควรทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ ส่วน สเตอร์ลิง กับ เชซุส สามารถใช้ความเร็วในการจัดการกับแนวรับคู่แข่งจนขาดวิ่นได้สบายๆ ขณะที่ โรดรี้ เอร์นานเดซ คอยทำหน้าที่เก็บกวาดงานช่วยให้ จอมทัพทีมชาติเบลเยียม เล่นเกมรุกได้สบายๆ

    ขณะที่จุดที่ต้องแก้ไขก็คือเกมรับที่ยังค่อนข้างเปราะบาง และหากเจอทีมที่มีเกมรุกดุดัน มีโอกาสที่พวกเขาจะต้องเสียประตูได้เช่นกัน ฉะนั้น "เป๊ป" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติวเข้มลูกทีมห้ามทำผิดพลาดเหมือนกับ เรอัล มาดริด แสดงให้เห็นในเกมนี้ เด็ดขาด ไม่งั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s