วิกฤติ เด เคอา : ถึงคราวบอกลาฮีโร่ ?

ตลอดช่วงหลายฤดูกาลก่อนหน้านี้ ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูชาวสแปนิชคือคนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากการที่เขาโชว์ฟอร์มเซฟแบบสวยๆ ได้หลายครั้ง โดยบางชอตเรียกว่าถึงขั้นปาฏิหาริย์เลยก็ว่าได้
    ผลงานของ เด เคอา ทำให้เขาถึงขั้นเคยได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรจากการโหวตของแฟนๆ หรือ เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ ถึง 4 หน มันทำให้เขาเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รางวัลดังกล่าวมากถึงขนาดนั้น

    อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมามันก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เด เคอา ฟอร์มตกอย่างน่าใจหายและเล่นผิดพลาดแบบน่าเหลือเชื่อหลายหน อย่างเช่นเกมล่าสุดที่ทำได้น่าผิดหวังจนส่งผลให้ทีมแพ้ เชลซี 1-3 ในรอบรองชนะเลิศของศึก เอฟเอ คัพ เมื่อฤดูกาล 2019-20 และฟอร์มในเกมนี้ก็ทำให้ประเด็นที่ว่ามันถึงเวลาที่ เด เคอา ควรโดนดร็อปแล้วรึยัง รุนแรงขึ้นไปอีก

    แน่นอน ที่ผ่านมามีคนกลุ่มหนึ่งที่มองว่า เด เคอา ควรได้รับโอกาสแก้ตัว เพราะที่ผ่านมาก็ช่วยทีมมาเป็นเวลานานซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริง อย่างเช่น ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ที่หนุนหลังนายทวารชาวสแปนิชเต็มที่ แต่อีกมุมหนึ่งถ้าจะบอกว่านี่คือซีซั่นที่ เด เคอา ได้รับโอกาสแก้ตัวก็ไม่ผิดนัก เพราะจะว่าไปเขาก็ฟอร์มตกมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนแล้ว และตอนนี้แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด บางคนก็ถึงขั้นทน เด เคอา ไม่ไหวอีกต่อไป


 

    หากยังจำกันได้ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนฯ ยูไนเต็ด เคยแสดงความเห็นว่า เด เคอา ฟอร์มไม่เหมือนเก่านับตั้งแต่จบศึก ฟุตบอลโลก 2018 โดยในทัวร์นาเมนต์นั้นแฟนบอลสเปนตั้งความคาดหวังกับเขาเอาไว้สูงมาก แต่เจ้าตัวก็ไม่สามารถช่วยให้บ้านเกิดประสบความสำเร็จได้ และไปถึงเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น และหากวัดตามสถิติต่างๆ แล้วมันก็พอจะบอกได้ว่า เด เคอา ไม่ใช่คนเดิมนับตั้งแต่จบรายการนั้นจริงๆ

    เริ่มจากสถิติด้านที่ว่า "การเล่นผิดพลาดที่นำไปสู่การเสียประตู" โดยในช่วง 5 ฤดูกาลที่ เด เคอา เล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะถึงศึกฟุตบอลโลก 2018 นั้น เขามีชอตพลาดจนทำให้ทีมเสียประตูในลีกเพียงแค่ 3 หนเท่านั้น แต่ในช่วง 2 ซีซั่นหลังสุดตัวเลขด้านนี้ของเขาอยู่ที่ 7 หน และขอย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวดูเฉพาะในลีกเท่านั้น

    นอกจากนี้ ถ้าดูเฉพาะฤดูกาล 2016-17 กับ 2017-18 แล้วล่ะก็ เด เคอา ก็มีเปอร์เซ็นต์เซฟที่สูงมาก โดยในซีซั่น 2016-17 เขาเซฟได้ 74 ครั้งจากการโดนยิงตรงกรอบใส่ 103 หน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ .757 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในฤดูกาล 2017-18 เขาโดนยิงตรงกรอบใส่ 140 ครั้ง แต่เซฟได้ 115 หน คิดเป็น .807 เปอร์เซ็นต์

    อย่างไรก็ตาม หลังจากล้มเหลวในศึก ฟุตบอลโลก 2018 แล้วนั้น เด เคอา ก็มีเปอร์เซ็นต์เซฟในลีกประจำฤดูกาล 2018-19 ได้ .716 เปอร์เซ็นต์ หลังเซฟได้ 124 หนจากการโดนยิงตรงกรอบลใส่ 169 ครั้ง ส่วนซีซั่นนี้ถึงแม้จะยังเหลืออีก 2 นัด แต่เปอร์เซ็นต์เซฟของเขาในลีกก็อยู่ที่ .725 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จริงอยู่ว่าเปอร์เซ็นต์ด้านนี้มันนับรวมการที่กองหลังช่วยสกัดจากบนเส้นเข้าไปด้วย แต่โดยรวมแล้วตัวเลขมันก็ดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด


 

    มาต่อกันที่การเซฟจังหวะที่ "ควรจะเสียประตู" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Expected Goals โดยเจ้า Expected Goals นั้นเป็นสถิติที่ดูถึงจังหวะการยิงที่มีโอกาสเป็นประตูสูง ซึ่งมันก็จะดูจากหลายปัจจัย อย่างเช่นลูกยิงที่ถูกยิงตรงกรอบมันโดนยิงมาจากมุมที่ควรเป็นประตูมากแคไหน เป็นต้น ซึ่งในฤดูกาล 2017-18 เด เคอา ต้องเจอกับลูกยิงแบบที่ว่านี้เฉลี่ย 0.27 ครั้งต่อเกมในลีก แต่เขาก็ยังเซฟแบบน่าเหลือเชื่อเอาไว้ได้จนทำให้ตัวเลขด้านการเซฟจังหวะที่ควรจะเสียประตูสูงถึง +12.1

    พอถึงฤดูกาล 2018-19  เขาต้องเผชิญหน้ากับลูกยิงแบบที่ควรจะเสียประตูเยอะขึ้นนิดหน่อยที่ 0.29 ครั้งต่อเกม แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเลขการเซฟจังหวะแบบนี้ของเขาลดเหลือ +2.1 และในซีซั่นนี้เขาเจอลูกยิงแบบนั้น 0.28 ครั้งต่อเกม แต่ก็เซฟไม่สำเร็จหลายหนจนทำให้ตัวเลขการเซฟจังหวะแบบนี้อยู่ที่ 0.3 เท่านั้น

    จริงอยู่ว่า เด เคอา เคยเป็นฮีโร่ของทีมมาเป็นเวลานาน แต่การเปลี่ยนแปลงมันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกอย่าง และตอนนี้การให้โอกาส เฮนเดอร์สัน ได้เป็นมือ 1 ของทีมในซีซั่นหน้าก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะความเสี่ยงระหว่างการให้ เฮนเดอร์สัน เป็นตัวจริง กับการให้ เด เคอา เฝ้าเสาต่อมันดูจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ถ้าให้พูดอีกแบบก็คือมันไม่ได้หมายความว่าถ้าใช้ เฮนเดอร์สัน แล้วทีมอาจจะมีโอกาสเสียประตูเยอะกว่า เนื่องจากตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีสภาพแบบพร้อมที่จะเสียประตูได้ทุกเวลาเมื่อ เด เคอา ลงเฝ้าเสา จนทำให้ "เร้ด อาร์มี่" แทบนั่งลุ้นไม่ติดเก้าอี้เวลาที่คู่แข่งบุกมาถึงกรอบเขตโทษอยู่แล้ว


 

    ว่าไปแล้วมันก็ชวนย้อนให้นึกถึงวลีเด็ดของ ฮาร์วี่ย์ เดนท์ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "ทู เฟซ" ตัวร้ายในการ์ตูนและภาพยนตร์ของ Batman ที่พูดเอาไว้ในหนังภาค Batman: The Dark Knight ซะเหลือเกิน

    "คุณจะยอมตายเยี่ยงวีรบุรุษ หรือจะอยู่ไปอีกนานจนสุดท้ายต้องมาเห็นว่าตัวเองเป็นวายร้าย"

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s