ลุยซ์ พลิกเกม ! เจาะ 5 ประเด็น อาร์เซน่อล โดน แมนซิตี้ ถลุงไส้แตก

อาร์เซน่อล ทำให้แฟนบอลต้องปวดร้าวเหลือเกินหลังบุกไปโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สอนเชิง 0-3 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่สำคัญสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ได้เห็นผลงานขั้นเทพของ ดาวิด ลุยซ์ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่รู้สึกเสียใจเลยหากสโมสรจะปล่อยนักเตะรายนี้ออกไป

    "เดอะ กันเนอร์ส" ต้องเจอกับสถานการณ์ย่ำแย่ตั้งแต่ 24 นาทีแรก เมื่อต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่น 2 คนเนื่องจากปัญหาบาดเจ็บ และหนึ่งในสองที่ได้โอกาสลสนามก็คือ ลุยซ์ ซึ่งงานนี้เจ้าตัวลงมาพลิกเกมให้กับต้นสังกัด ที่จากไม่มีอะไรเลย ให้ย่ำแย่กว่าเดิมหลายเท่า เพราะทั้งทำพลาดในจังหวะเสียประตูแรก และยังทำให้ทีมเสียจุดโทษ พร้อมโดนใบแดงอีกต่างหาก

     ในขณะเดียวกัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูเหมือนยังคงมุ่งมั่นกับการเล่นของตัวเองต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะตามหลัง ลิเวอร์พูล แบบไกลสุดกู่ แต่ก็ยังคงสวมบทโหดในแมตช์นี้ เมื่อไล่ถลุงทีมเยือนแบบไม่เกรงใจ ซึ่งบอกตามตรงสกอร์ 3-0 ถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะหากไม่ได้ แบร์นด์ เลโน่  ช่วยเซฟพัลวัน มีหวังตัวเลขบนสกอร์บอร์ดน่าจะเยอะกว่านี้

    นอกจากนี้การกลับมาแข่งกันต่อในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่น 2019/2020 ต้องพบกับบรรยากาศแปลกๆ เมื่อไม่มีทั้งแฟนบอล เสียงเชียร์ ทำให้เกมอาจจะดูขาดอรรถรสไปบ้าง เพราะนี่เป็นสถานการณ์ที่หลายๆ คนไม่คุ้นชิน แต่อย่างน้อยๆ การได้เห็นเกมลูกหนังกลับมาแข่งต่อ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีในช่วงวิกฤติแบบนี้

1. ดาวิด ลุยซ์ ตัวพลิกเกม
    คงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแฟนบอลอาร์เซน่อล ถึงไม่ได้ยี่หระกับการที่สโมสรไม่คิดที่จะขยายสัญญากับ ดาวิด ลุยซ์ หลังนักเตะจะหมดสัญญาในเดือนมิถุนายนนี้

    ในเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บรรดาแฟนบอล "เดอะ กันเนอร์ส" คงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่ไลน์อัพไม่มีชื่อ ลุยซ์ เป็นตัวจริงในแผงแบ็กโฟร์ แต่ก็เหมือนฟ้าบันดาล หรือนรกกลั่นแกล้ง เมื่อ  ปาโบล มารี ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังต้นขา ตั้งแต่นาทีที่ 24 ทำให้ มิเกล อาร์เตต้า จำเป็นต้องส่ง แนวรับชาวบราซิเลียน ลงสนาม

    งานนี้ ลุยซ์ ไม่ทำให้แฟนบอล (ฝั่งตรงข้าม) ต้องผิดหวังเมื่อทำพลาดในช่วงท้ายเกมครึ่งแรก หลังตัดสินใจไม่เคลียร์ในจังหวะที่ป้องกันลูกโยนยาวของ เดวิด เดอ บรอยน์ ทำให้บอลทะลักออกจากต้นขา ซึ่งเปรียบเสมือนการตั้งบอลให้กับ ราฮีม สเตอร์ลิง ที่จัดการกดเต็มข้อราวโกรธคนทั้งโลก บอลพุ่งเข้าประตูจนตาข่ายแทบขาด

    ไม่หมดแค่นั้น ลุยซ์ ยังโชว์ของอีกในครึ่งหลัง เมื่อโดน ริยาด มาห์เรซ กระชากบอลหนีไปต่อหน้าต่อตา ก่อนที่เจ้าตัวไม่รู้จะทำอะไรก็เลยหน้าด้านดึง ปีกแอลจีเรีย จนร่วงลงไปนอนในกรอบเขตโทษ พร้อมกันได้รับของชำร่วยจากท่านเปาเป็นใบแดงอีกต่างหาก

    งานนี้ เดอ บรอยน์ จัดการสังหารจุดโทษเป็นการสั่งสอน และการที่ทีมเยือนมีผู้เล่นน้อยกว่า 1 คน งานนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็เลยจัดมหกรรมย่ำใหญ่ แต่ยังดีที่ยังเกรงใจอดีตมือขวา ก็เลยบวกสกอร์เพิ่มอีกลูก ซึ่งก็ถือว่าเป็นการไว้หน้า และรักษาน้ำใจคนเคยทำงานด้วยกัน

    แถมยังมีสถิติที่น่าภูมิใจมากๆ ด้วยเพราะ ลุยซ์ เป็นนักเตะคนแรกที่โดนไล่ออก, เสียจุดโทษ และทำผิดพลาดให้ทีมโดนเสียประตูแรกในเกมพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ที่ คาร์ล เจนกินสัน โชว์ห่วยให้กับ เวสต์แฮม พบ บอร์นมัธ เมื่อเดือนสิงหาคม 2015 

2. สภาพความฟิตอาร์เซน่อล
    หลังจาก 3 เดือนที่ไม่ได้ลงเล่นฟุตบอลอย่างเป็นทางการ งานนี้ทำให้เริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับเรื่องสภาพความฟิตของนักเตะ โดยเฉพาะผู้เล่นอาร์เซน่อล ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าการไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง มีผลต่อสภาพร่างกายของพวกเขามากขนาดไหน

    แมตช์นี้ลงสนามไปแค่ 24 นาที "ไอ้ปืนใหญ่" ก็ต้องทำการเปลี่ยนแปลงทีมถึง 2 คน โดยรายแรก กรานิต ชาคา ได้รับบาดเจ็บหลังจากเกมผ่านไปเพียง 8 นาที หลังดวงแตกชนกับ มัตเตโอ เก็นดูซี่ มิดฟิลด์คู่ขาแดนกลาง ซึ่งดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะข้อเท้าบิด และต้องโดนหามออกจากสนาม

   

หลังจากนั้น ปาโบล มารี ดันดวงแตกได้รับบาดเจ็บนาทีที่ 24 ทำให้ อาร์เตเต้ ต้องส่ง ลุยซ์ มาช่วยแก้ปัญหา แต่กลายเป็นเพิ่มปัญหาเข้าไปใหญ่ สำหรับอาการบาดเจ็บของทั้งสองคน กอปรกับสภาพความฟิตของแข้ง "ปืนใหญ่" ในเวลานี้ ดูเหมือนอาการน่าเป็นห่วงเลยทีเดียวสำหรับโปรแกรมที่เหลืออยู่

    อย่างไรก็ตาม หลายๆ ทีมในลีกก็อาจจะต้องประสบกับปัญหาเรื่องสภาพความฟิตของนักเตะเช่นกัน ฉะนั้นการใช้วิธีเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้ 5 คน ดูเหมือนอาจจะไม่ใช่แนวทางในการแก้ปัญหานี้

    กระนั้นเมื่อหันไปดูบรรดาแข้ง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูเหมือนสภาพร่างกายจะฟิตเปรี๊ยะ เพราะเล่นกดดันทีมเยือนได้แทบตลอดทั้งเกม งานนี้ก็เลยมีคนตั้งข้อสงสัยว่าบรรดาลูกทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เตรียมตัวมาดี หรือเป็นเพราะแข้งอาร์เซน่อล อ่อนปวกเปียกเอง !!
    
3. เลโน่ โชว์คลาสหลังโควิด
    หากจะชมนักเตะซักคนของ อาณ์เซน่อล ในเกมนี้คงหนีไม่พ้น แบร์นด์ เลโน่ ผู้รักษาประตูชาวเยอรมัน ที่โชว์ซูเปอร์เซฟหลายต่อหลายครั้งช่วยให้ต้นสังกัดไม่แพ้ยับเยินเกินไปในแมตช์นี้ ไม่งั้นแฟนบอล "เดอะ กันเนอร์ส" คงต้องจดจำสกอร์สุดอนาถในเกมลีกรีสตาร์ทแหงๆ

    แมตช์นี้ "เรือใบสีฟ้า" จัดหนักจัดเต็มด้วยการส่งอาวุธหนักในเกมรุกลงสนามแบบครบครัน แต่เดชะบุญที่ อาร์เซน่อล ได้ความเหนียวหนึบของ เลโน่ มาช่วยเอาไว้ ไม่งั้นพวกเขาคงต้องเดินทางกลับกรุงลอนดอน ด้วยสภาพย่อยยับอับปางยิ่งกว่านี้หลายเท่า 

     ถึงแม้ว่าบทสรุปในเกมนี้จะจบลงด้วยความชอกช้ำระกำใจของ อาร์เซน่อล ก็ตาม และ เลโน่ โดนเจาะไปถึง 3 ประตู แต่หากเช็คจากสถิติที่ โกลเลือดด๊อยท์ช ต้องออกแรงเซฟถึง 9 ครั้ง ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เจ้าตัวจะเป็นผู้เล่นที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดของทีม
   
4. ค่ำคืนของ สเตอร์ลิง
    นี่เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่เป็นของ ราฮีม สเตอร์ลิง หลังจากที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการกำราบ อาร์เซน่อล คาถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ดาวเตะความเร็วสูงชาวอังกฤษ กลับมาเฉียบคมเหมือนเดิมแล้ว

    สเตอร์ลิง จัดการปั่นป่วนเกมรับของ อาร์เซน่อล ตั้งแต่ต้นเกม และโชว์ให้เห็นถึงความเฉียบคมและเด็ดขาดในจังหวะที่ช่วยให้ "เรือใบสีฟ้า" ได้ประตูขึ้นนำช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก ซึ่งทำให้ทีมปลดล็อก และสามารถเล่นได้ง่ายยิ่งขึ้นในครึ่งหลัง

    นอกจากจะโชว์ทักษะส่วนตัวได้อย่างโดดเด่นแล้ว สเตอร์ลิง ยังแสดงให้เห็นถึงการเล่นแบบไม่เห็นแก้ตัว และพร้อมเปิดบอลให้เพื่อนเสมอ อย่างในจังหวะที่ได้ประตูตอกฝาโลง เจ้าตัวมีโอกาสที่จะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย แต่เลือกที่จะส่งให้ กุน อเกวโร่ ตัวสำรองยิงไปติดเซฟ เลโน่ ก่อนบอลจะชนเสามาเข้าทาง ฟิล โฟเด้น ยิงซ้ำเข้าไป

    ในขณะเดียวกันก่อนเกมนี้ สเตอร์ลิง เป็นหนึ่งในนักเตะที่ออกมาเรียกร้องการต่อต้านการเหยียดสีผิวในอังกฤษ และทั่วโลก โดยเขากับนักเตะทุกคนในแมตช์นี้ทำสัญลักษณ์คุกเข่า  เพื่อเป็นการแสดงพลังให้ทุกๆ คนออกมาสนับสนุความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติและศาสนา

    สำหรับการแสดงออกของ สเตอร์ลิง ถือเป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยมสำหรับสังคมในปัจจุบัน

5. เกมลูกหนัง "นิว นอร์มอล"
    ไม่มีแฟนบอล, ไม่มีเสียงปรบมือ, ไม่มีการฉลองอย่างครึกครื้น และในซุ้มม้านั่งสำรองยังต้องนั่งห่างกันตามมาตราการเว้นระยะห่างทางสังคม ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ "โควิด-19"

    การที่พรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท ไม่ใช่ว่าสถานการณ์ของเชื้อไวรัสมรณะจะคลี่คลายไปในทางที่ดีมากนัก ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตราป้องกันอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ใช้ไวรัสโควิด-19 กลับมาโจมตีระลอกสอง ซึ่งอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

    แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่แปลกๆ สำหรับคอลูกหนังที่ต้องชมเกมทางหน้าจอทีวี เนื่องจากเกมทุกแมตช์ต้องแข่งแบบสนามปิด  ฉะนั้นในสนามจึงขาดบรรยากาศเร้าใจ ไม่มีเสียงปลุกเร้าที่คอยกระตุ้นนักเตะ  ทำให้เกมอาจจะดูขาดรสชาติความมันไปพอสมควร

    งานนี้ทำให้หลายๆ คนมองว่าบรรยากาศในการเล่นให้ความรู้สึกเหมือนกับอยู่ในสนามซ้อม แม้ว่าจะเป็นเกมอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่กระนั้นหากมองในแง่บวก อย่างน้อยๆ ฟุตบอลก็กลับมาแข่งขันกันต่อ และทำให้ทุกๆ คนมีความสุขได้บ้างในช่วงเวลาวิกฤติแบบนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s