ส่องนโยบายบันได 3 ขั้น นำ เอ็มบัปเป้ ร่วมงาน ลิเวอร์พูล



ลิเวอร์พูล ตกเป็นข่าวพัวพันกับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าฟอร์มฮอตชาวฝรั่งเศส อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานี้ โดยเหตุผลเพราะ "หงส์แดง" อาจจะดึงตัวมาร่วมทีมในกรณีที่ ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะความเร็วสูง ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด

          ช่วงที่ผ่านมา มาเน่ กลายเป็นข่าวเด่นประเด็นร้อนเกี่ยวกับการโบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ เพื่อไปเล่นให้กับทัพ "ราชันชุดขาว" ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบแรก เพราะ ยอดทีมแห่งดินแดนกระทิงดุ แสดงความสนใจอยากได้เขาไปร่วมสังกัดอย่างมาก

          ในกรณีหาก "เดอะ เร้ดส์" ต้องเสีย มาเน่ ไปจริงๆ แน่นอนว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องมีแผนรองรับเกี่ยวกับสถานการณ์แบบนี้เอาไว้แล้ว และนั่นจึงเป็นที่มาของข่าวลือว่าพวกเขาจะกระชาก เอ็มบัปเป้ มาจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เพื่อมาทดแทน สตาร์ดังชาวเซเนกัล หากเกิดกรณีดังกล่าวจริงๆ

       ส่วน หัวหอกเลือดเฟร้นช์ อยากจะมาสวมชุด "หงส์แดง" ไหม งานนี้พูดกันแบบเป็นกลางว่านักเตะพร้อมที่จะทิ้ง "เปแอสเช" เพื่อมาเล่นกับ ลิเวอร์พูล อยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ตัวเขาเองก็ประทับใจการทำงานของ คล็อปป์ อย่างมาก ในขณะที่ กุนซือชาวเยอรมัน ก็ชื่นชอบศักยภาพของดาวยิงแห่งอนาคตเช่นกัน

          ต่างฝ่ายต่างก็ประทับใจกันและกัน แล้วโอกาสที่ดีลนี้จะเกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ไหม ? แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมเป็นไปได้แต่ต้องอยู่ในนโยบายบันได 3 ขั้นในการย้ายทีมภายใต้แนวคิดของ ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้อำนวยการกีฬา "หงส์แดง" และ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป (เอฟเอสจี) กลุ่นทุนอเมริกาเจ้าของสโมสร

สำหรับนโยบานี้ไม่ใช่เพิ่งจะมี เพราะพวกเขาเคยใช้มันมาแล้วตอนที่กระชาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เซนเตอร์แบ็กชาวดัตช์ จาก "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน,  อลีสซง เบ็คเกอร์ จาก "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า และ นาบี เกอิต้า ตอนเล่นให้ ไลป์ซิก

          นโยบายบันได 3 ขั้นของ ลิเวอร์พูล ได้ถูกเปิดเผยจาก เดอะ ไทม์ส สื่อดังระดับโลกว่ามันได้ผลพอสมควรกับการดึงนักเตะมาร่วมทีม และตอนนี้พวกเขากำลังจะใช้วิธีการนี้ในการคว้าตัว เอ็มบัปเป้ เพื่อทดแทน มาเน่ หากต้องย้ายทีมจริงๆ

       บันไดขั้นแรก ไม่มีอะไรมากซื่อๆ ตรงไปตรงมากนั่นก็คือ นักเตะคนนั้นไม่มีทางได้เซ็นสัญญากับทีมยกเว้นเขาจะเป็นที่ต้องการของผู้จัดการทีม และในกรณีของ เอ็มบัปเป้ คงไม่มีอะไรต้องสงสัยว่า คล็อปป์ อยากได้เขามาร่วมทีมหรือไม่ เพราะนี่คือผู้เล่นที่ว่ากันว่าเป็นรองแค่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ เท่านั้น แล้วใครละจะไม่อยากได้ตัว !

          บันได้ขั้นที่สอง นักเตะคนนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจาก​ "เอฟเอสจี" ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเจ้าของสโมสรมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ และหยุดแผนการคว้าตัวผู้เล่นทันทีหากว่าพวกเขาไม่สนใจ ซึ่งในกรณีนี้จะค่อนข้างมีความซับซ้อนซะหน่อย

       เนื่องจาก ลิเวอร์พูล เพิ่งเซ็นสัญญากับ ไนกี้ บริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกเข้ามาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งรายใหม่ซึ่งก็เป็นสปอนเซอร์ให้กับ เอ็มบัปเป้ ด้วย ทำให้พวกเขากำลังจะได้เงินจากแบรนด์กีฬาสัญญชาติอเมริกัน ปีละ 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) แถมเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพวกเขาก็มีผลประกอบการสูงเป็นสถิติที่ 533 ล้านปอนด์ (ราว 20,254 ล้านบาท) รวมถึงทำกำไรไป 42 ล้านปอนด์ (ราว 1,596 ล้านบาท) ด้วย

         นั่นหมายความว่า ลิเวอร์พูล มีเงินก้อนโตในการลงทุนเสริมทัพ กอปรกับกรณีที่เกิดขาย มาเน่ ให้กับ เรอัล มาดริด ว่ากันว่าค่าตัวคงประมาณ 150 ล้านปอนด์ (ราว 5,700 ล้านบาท) อาจจะทำให้  "เอฟเอสจี" ยอมอนุมัติเรื่องการซื้อ เอ็มบัปเป้

       จริงๆ แล้วโอกาสที่ "หงส์แดง" จะคว้าตัว หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 แทบเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ คล็อปป์ ยังยอมรับว่าปัญหาอยู่ที่เรื่องของเงินล้วนๆ ซึ่งนั่นเป็นกำแพงขวางกันในการเซ็นสัญญากับ เอ็มบัปเป้

         อย่างไรก็ตามสิ่งที่ คล็อปป์ พูดไปเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ฉะนั้นเรื่องทุกอย่างอาจเปลี่ยนไป เพราะหาก ลิเวอร์พูล ได้เงินค่าตัวจาก มาเน่ ตามจำนวนที่ได้กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ (หรืออาจจะมากกว่านั้น) งานนี้อาจจะทำให้กลุ่มทุนเลือดมะกันเจ้าของสโมสร เปลี่ยนท่าทีก็ได้

       อย่างไรก็ตาม สำคัญกว่านั้น นั่นคือ บันไดขั้นที่ 3 ทุกๆ การซื้อขายจะต้องสัมพันธ์กับเทรนด์ในตลาดซื้อขายล่าสุดด้วย ประกอบกับโอกาสทางการกีฬา และการประเมินถึงความเป็นไปได้ที่จะได้ตัวนักเตะคนนั้นมาร่วมทีม

         นี่คือจุดที่ ลิเวอร์พูล อาจจะเจอปัญหามากที่สุดในการทำให้การล่าตัว เอ็มบัปเป้ มาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ ไม่ใช้นักเตะไม่สนใจ แต่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ต้นสังกัด ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่กดดันเพื่อจะขาย หัวหอกแห่งอนาคต ออกไป เพราะเขามีสัญญาอยู่กับ "เปแอสเช" จนถึงช่วงซัมเมอร์ 2022 และก่อนหน้านี้ ปารีส ก็จ่ายเงินไป 166 ล้านปอนด์ (ราว 6,308 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าตัวในการดึงมาจาก โมนาโก ไปแล้ว

แม้ว่าในเวลานี้ทุกๆ สโมสรกำลังเจอวิกฤติด้านการเงินจากพิษการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ตาม แต่สถานะด้านการเงินของ "เปแอสเช" ยังคงมั่นคงเนื่องจากพวกเขามี  กาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสเมนต์ส (คิวเอสไอ) กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากกาตาร์ หนุนหลัง

        จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส จะไม่ยี่หระกับข้อเสนอของทุกๆ สโมสรที่อยากได้ เอ็มบัปเป้ นอกจากในกรณีที่ตัวเลขในข้อเสนอจะอยู่ที่ประมาณ 250 ล้านปอนด์ (ราว 9,500 ล้านบาท)

       แม้ว่าการทุ่มเงินค่าตัวก้อนโตจะกลายเป็นเทรนด์ที่มีการทำมากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดซื้อ-ขายนักเตะ แต่มันก็มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ เอฟเอสจี จะพิจารณาคว้าตัว เอ็มบัปเป้ มาร่วมทัพเพื่อเป็นตัวแทนของ มาเน่ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่พวกเขายังมีเป้าหมายอื่นๆ ที่อาจจะน่าสนใจพอๆ กัน จึงเป็นเหตุที่พวกเขาอาจจะไม่ล่าตัวเขา และบีบให้ คล็อปป์ ต้องไปมองหาตัวเลือกอื่นก็ได้

       อย่างไรก็ตาม ครั้งสุดท้ายที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันได้ผลลัพธ์ออกมาดี เพราะว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เคยถูกบอร์ดบริหารยกให้เป็นเป้าหมายหลักในการเสริมทัพ ทั้งที่ คล็อปป์ อยากได้นักเตะอย่าง ยูเลี่ยน บรันด์ท กับ ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ มากกว่า

      สุดท้าย "โม ซาลาห์" คือผู้เล่นที่กลายเป็นขวัญใจสาวก "เดอะ ค็อป" ในเวลานี้….

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s