โด้,เมสซี่โดนโค่นแล้ว!เปิดโผ 10 อันดับนักกีฬารายได้สูงสุดปี 2020

 โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ แร็กเกตชื่อดังชาวสวิตเซอร์แลนด์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาที่ทำรายได้สูงสุดในโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่อยู่ในวงการเทนนิสอาชีพ จากการจัดอันดับของ "ฟอร์บส์" นิตยสารด้านการเงินระดับโลก

    นักหวดจากแดนนาฬิกา สามารถแซงหน้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ลิโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ สามสตาร์ดังวงการฟุตบอล และ เลบรอน เจมส์ สุดยอดนักยัดห่วงแห่งศึกบาสเกตบอล เอ็นบีเอ หลังรายได้ก่อนหักภาษีประจำปี 2020 สูงถึง 85.6 ล้านปอนด์ (ราว 3,252 ล้านบาท)

    "เฟดเอ็กซ์" ซึ่งคว้าแชมป์แกรนด์สแลม 20 สมัยทำกำไรได้อย่างมหาศาลถึง 80.7 ล้านปอนด์ (ราว 3,066 ล้านบาท) จากค่าลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่่สำคัญ แร็กเกตวัย 38 ปี เป็นนักเทนนิสคนแรกที่ขึ้นมารั้งเบอร์ 1 นับตั้งแต่ที่มีการจัดอันดับเมื่อปี 1990 หรือ 30 ปีที่ผ่านมา

    ขณะที่ โรนัลโด้ และ เมสซี่ ที่ผลัดกันครองแชมป์กันมาตลอด 3 จาก 4 ปีที่ผ่านมา ต้องหลบทางให้กับ เฟเดอเรอร์ โดยในรายของ สตาร์ชาวโปรตุเกสจาก ยูเวนตุส รั้งอันดับ 2 รายได้ก่อนหักภาษีอยู่ที่ 84.8 ล้านปอนด์ (ราว3,211 ล้านบาท) ส่วน ดาวเตะอัจฉริยะ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ทำเงินไป 84 ล้านปอนด์ (ราว 3,192 ล้านบาท)

    ในส่วนของ เนย์มาร์ หัวหอกชาวบราซิเลียน "เปแอสเช" ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รายรับอยู่ที่ 77.1 ล้านปอนด์ (ราว 2,929.8 ล้านบาท)  รั้งอันดับ 4 ตามด้วย เลบรอน เจมส์ ฟอร์เวิร์ดคนเก่งจากทีมลอสแองเจลิส เลเกอร์ส ทำเงินไป 71.2 ล้านปอนด์ (ราว2,705 ล้านบาท) ติดอันดับ 5 ขณะที่ ไทเกอร์ วู้ดส์ อดีตมือ 1 ของโลก สร้างรายได้ถึง 50.3 ล้านปอนด์ (ราว 1,911 ล้านบาท) รั้งอันดับ 8

 

 10 อันดับนักกีฬาที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2020 ก่อนหักภาษีจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์

 

เปิดโผ 6 แข้งดัง เตรียมโดน บาร์เซโลนา เชือดทิ้งหลังจบฤดูกาล

บาร์เซโลนา อยากได้ 2 แข้งตัวเก่งจาก เซเรีย อา อิตาลี อย่าง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ และ มิราเล็ม ปานิช มาร่วมทีม ทว่าค่าตัวของทั้ง 2 รายจัดว่าสูงทีเดียว ส่งผลให้ บาร์ซ่า จำต้องเตรียมปล่อย 6 แข้งดัง ออกจากทีมเพื่อหาทุนเพิ่ม จากรายงานของ mirror.co.uk เมื่อ 28 พฤษภาคม 2563

        สำหรับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ และ มิราเล็ม ปานิช นั้น ตกเป็นข่าวว่า บาร์เซโลนา อยากได้ตัวมานานแล้ว แต่ก็ติดเรื่องค่าตัวที่ค่อนข้างสูง แต่หลังจบฤดูกาลนี้ทาง บาร์ซ่า หมายมั่นปั้นมือแล้วว่าต้องได้ใครสักคนมาโชว์ฝีเท้าใน ลา ลีกา ทำให้ต้องเตรียมจำหน่ายเหล่านักเตะที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมออกไปบ้าง

  
        โดยผู้เล่นที่มีสิทธิ์จะโดนหั่นทิ้งในช่วงซัมเมอร์นี้ก็จะประกอบไปด้วย อาร์ตูโร่ วิดัล (13 ล้านปอนด์), เนลสัน เซเมโด้ ยูเวนตุส อยากได้อยู่แล้ว อาจจะแนบไปในดีลเพื่อลดค่าตัว ปานิช, ฌอง-แคลร์ โตดิโบ (22 ล้านปอนด์), ราฟินญ่า (14 ล้านปอนด์), จูเนียร์ ฟีร์โป้ (25 ล้านปอนด์) และ มุสซ่า วาเก้ (13 ล้านปอนด์)

        ทั้งนี้ ในรายของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ นั้น มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกปล่อยแน่ ๆ อยู่แล้ว โดยตอนนี้เอเย่นต์ส่วนตัวของเขาก็กำลังพยายามหาสโมสรใหม่ให้อย่างต่อเนื่อง

หงส์มูลค่าเพิ่ม19%แต่ยังตามก้นผีห่าง

สโมสร ลิเวอร์พูล โดดแซงหน้าสองอริร่วมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่าง แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี ขึ้นมาเป็นทีมมูลค่าสูงสุดอันดับสองประเทศที่ 2.25 พันล้านปอนด์ ทว่าก็ยังห่างชั่นจากเจ้าของบัลลังก์ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งถูกตีมูลค่าที่ 2.84 พันล้านปอนด์

การจัดอันดับของ ‘เคพีเอ็มจี’ ถึงมูลค่าสโมสรยุโรปประจำปี 2020 โดยอัพเดทจากความมั่นที่เพิ่มขึ้น-ลดลงรอบ 12 ที่ผ่านมา ปรากฎว่า ‘หงส์แดง’ ซึ่งประสบความสำเร็จจากตำแหน่งแชมป์ ชปล. คุณค่าทีมดีดขึ้นมาถึง 19% รั้งอันดับ 5 ของทั้งทวีป

หรือหากคำนวณรอบ 4 ปีหลังที คล็อปป์ เข้ารับตำแหน่ง ลิเวอร์พูล มูลค่าเติบโตถึง 55%

อย่างไรก็ตามยอดทีมแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ยังตามหลัง ‘ปีศาจแดง’ ฐานะเบอร์หนึ่งเมืองผู้ดีเรื่องความมั่งคั่ง เพราะต่อให้มูลค่าประเมินตกลงมา 2% จากปีก่อนแต่ก็ยังสูงถึง 2.84 พันล้านปอนด์ 

ส่วนอีกสองทีมที่รองจาก ลิเวอร์พูล คือ แมนฯ ซิตี้ มูลค่าสโมสรตกลงมา 0.3% จึงเหลือแค่ 2.21 พันล้านปอนด์ ตามด้วย เชลซี แม้ได้แชมป์ยูโรปา ลีก 2019 แต่มูลค่าทีมตกลง 6.3% มาเป็น 1.88 พันล้านปอนด์

 อนึ่งหากนำอันดับรวมทั้งทวีปยุโรปสโมสรมูลค่าสูงสุดคือ เรอัล มาดริด ของสเปน 2.95 พันล้านปอนด์ เพิ่มจากปีก่อน 1.5%

 ตามด้วยอันดับสอง แมนฯ ยูไนเต็ด 2.84 พันล้านปอนด์  และอันดับสาม บาร์เซโลน่า แห่งสเปน มูลค่าเพิ่ม 12.2% มาอยู่ที่ 2.7 พันล้านปอนด์

10 อันดับสโมสรที่มูลค่าสูงสุดยุโรปโดย ‘เคพีเอ็มจี’

อันดับ สโมสร  มูลค่า (พันล้านปอนด์)

1 เรอัล มาดริด  2.95 (+1.5%)

2 แมนฯ ยูไนเต็ด 2.84 (-2%)

3 บาร์เซโลน่า 2.7 (+12.2%)

4 บาเยิร์น มิวนิค 2.44 (0.4%)

5 ลิเวอร์พูล  2.26 (+19.3%)

6 แมนฯ ซิตี้  2.21 (-0.3%)

7 เชลซี  1.88 (-6.3%)

8 ท็อตแน่ม  1.75 (+15.8%)

9 เปแอสเช  1.62 (+36.7%)

10 อาร์เซน่อล  1.5 (-13.2%)

 

จ่อแชมป์8สมัยติด! 5 ประเด็นร้อนหลังบาเยิร์นเฉียบขาดบุกเชือดดอร์ทมุนด์

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค คว้าสามแต้มสุดล้ำค่าเมื่อพวกเขาบุกคว้าชัยเหนือคู่แข่งลุ้นแชมป์อย่าง "เสือเหลือง" ดอร์ทมุนด์ ในศึก "แดร์ คลาสซิเคอร์" ครั้งที่ 126 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้บทสรุปของแชมป์บุนเดสลีกาฤดูกาลนี้เริ่มมองเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆแล้ว เรามีประเด็นที่น่าสนใจจากเกมนี้มาให้อ่านกัน
1.เหมือนสูสีแต่ห่างชั้น!

    แม้เกมนี้จะมีแค่ประตูเดียวเท่านั้นแต่ต้องบอกว่ารูปเกมสนุกและต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้เร็วโดยสถิติหลังเกมทั้งสองฝ่ายถือว่าสูสีกันมากโดยทั้งสองครองบอลเท่ากันที่ 50% มีโอกาสยิงประตูเท่ากันที่ 13 ครั้ง แถมบาเยิร์นยิงตรงกรอบ (6 ครั้ง) ได้มากกว่าดอร์ทมุนด์แค่ลูกเดียว (5 ครั้ง)

    อย่างไรก็ตามเมื่อดูในเกมจะเห็นว่าโอกาสที่สมน้ำสมเนื้อกว่าจะเป็นทางฝั่งบาเยิร์น ขณะที่ดอร์ทมุนด์นั้นแม้จะทำเกมได้รวดเร็วแต่เสียบอลในแดนกลางค่อนข้างง่ายและบอลไปตายที่จังหวะสุดท้ายหลายครั้ง ถึงแม้ “เสือใต้” จะถอยไปเล่นเกมรับแต่พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้คู่แข่งได้โจมตีง่ายๆ ต้องชมตั้งแต่แผงกองกลางไปยันเกมรับและนายด่าน นอยเออร์ ที่เกมนี้ช่วยกันได้ดีจนเก็บคลีนชีท

2.เดวิสมีแววก้าวสู่ระดับโลก

    เป็นอีกนัดที่แบ็กซ้ายดาวรุ่งคนนี้โชว์ฟอร์มเข้าตาสุดๆ แถมนัดนี้เป็นบิ๊กแมตช์เสียด้วย เขายังใช้ความเร็วได้เป็นประโยชน์ทั้งช่วยเกมรับและการเติมเกมรุกแบบสุดพริ้ว เกมนี้เขาวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 35.27 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งสปริ้นทั้งหมด 42 ครั้ง มีจังหวะเด่นๆเช่นจังหวะที่วิ่งลงมาแย่งบอลจากเท้าของฮาแลนด์ หรือจังหวะแหวกแนวรับ 4 คนของดอร์ทมุนด์ 

    สำหรับสถิติในเกมนี้ของเขา เขาสัมผัสบอลทั้งหมด 95 ครั้ง แย่งบอลคืน 7 ครั้ง เลี้ยงผ่านคู่แข่ง 5 ครั้ง แท็กเกิ้ลชนะ 2 ครั้ง เคลียร์บอล 2 ครั้ง

3.คิมมิชผู้สร้างความแตกต่าง

    หลังจาก โยชัว คิมมิช เปลี่ยนบทบาทจากแบ็กขวามาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับก็เรียกได้ว่าพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก ฤดูกาลนี้เขาพลาดลงเล่นแค่นัดเดียวซึ่งเป็นนัดที่เขาโดนโทษแบนจากการสะสมใบเหลืองและเกมนี้เขาถูกหลายสื่อยกให้เป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ด้วย

    ไม่ใช่แค่การชิพเข้าประตูแบบสุดเหนือของเขาเท่านั้นแต่กองกลางวัย 25 ปีโชวย์ฟอร์มโดดเด่นมากโดยเกมนี้เขาวิ่งรวมทั้งหมด 13.73 กิลโกเมตรซึ่งมากที่สุดในบรรดาผู้เล่นบาเยิร์น

    เขายังจ่ายบอลแม่นยำ 89% แย่งบอลคืน 8 ครั้ง จ่ายขึ้นหน้า 28 ครั้ง และนี่ถือเป็นประตูที่ส 3 ของเขาในฤดูกาลนี้โดยทั้งสามประตูมาจากนอกกรอบเขตโทษทั้งหมดด้วย เป็นนักเตะที่ยิงนอกกรอบเขตโทษมากที่สุดในทีมฤดูกาลนี้

4.ไม่ใช่วันของฮาแลนด์และผองเพื่อน

    ถือเป็นเกมที่อะไรๆก็ไม่เข้าทาง ดอร์ทมุนด์ เสียไปหมด โดยเกมนี้ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ศูนย์หน้าฟอร์มฮอตมีโอกาสยิงทั้งหมด 5 ครั้งซึ่งเท่ากับโอกาสยิงของนักเตะดอร์ทมนุด์คนอื่นรวมกันในช่วงที่เขาอยู่ในสนาม แต่ทว่า 5 ครั้งของ ฮาแลนด์ ติดบล็อคไปถึง 3 ครั้งเลยทีเดียว และยิงตรงกรอบเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ก่อนโชคร้ายได้รับบาดเจ็บจนถูกเปลี่ยนตัวออก

    ดอร์ทมุนด์ ยังโชคร้ายที่ไม่ได้จุดโทษในเกมนี้ โดยเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นในนาทีที่ 58 เมื่อ ฮาแลนด์ ซัดบอลในกรอบเขตโทษไปโดนข้อศอกของ เยโรม บัวเต็ง ที่พยายามล้มตัวบล็อคลูกยิงจนบอลออกหลังไป แต่ไม่มีสัญญาณใดๆจากผู้ตัดสินและวีเออาร์

5.ใกล้แชมป์แล้ว

    ดอร์ทมนุด์ ของเจอร์เก้น คล็อปป์ คว้าแชมป์บุนเดสลีกาฤดูกาล 2011-12 แต่หลังจากนั้น บาเยิร์น ก็กลับมาทวงตำแหน่งและคว้าแชมป์มา 7 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว และมีแววว่าพวกเขาจะเป็นแชมป์ 8 สมัยติดต่อกันหลังจากคว้าชัยในเกมนี้พร้อมทำแต้มทิ้งห่างถึง 7 แต้มแล้วและเหลืออีกเพียงแค่ 6 นัดเท่านั้น

    ผลการแข่งขันนี้ก็ทำให้พวกเขายังคงไร้พ่ายในทุกรายการ 18 นัดติดต่อกันนบตั้งแต่พ่าย กลัดบัค เมื่อ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา ตอนนี้ “เสือใต้” คว้าชัย 21 จาด 24 นัดภายใต้กุนซือฮันซี่ ฟลิค และพวกเขายังมีลุ้นถึง “ทริปเปิ้ล แชมป์” เนื่องจากกำลังอยู่ในรอบรองชนะเลิศของ เดเอฟเบ โพคาล และจ่อเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังบุกชนะ เชลซี 3-0 ในนัดแรก

พรีเมียร์ฯอาจตกลงวันเตะได้สุดสัปดาห์นี้-เผยโปรแกรมแรกก็ซี๊ดเลย

สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาของอังกฤษ ระบุ พรีเมียร์ลีกอาจจะตกลงวันหวนเตะได้ในสุดสัปดาห์นี้ ขณะที่ เดอะ ซัน บอกว่าโปรแกรมแรกอาจจะเป็นเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เจอกับ สเปอร์ส ด้วย
    ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจจะมีการบรรลุข้อตกลงสำหรับวันที่จะกลับมาเตะฤดูกาล 2019-20 กันได้ภายในสุดสัปดาห์นี้ ตามรายงานของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดี

    พรีเมียร์ลีก เป็น 1 ในลีกฟุตบอลที่จำเป็นต้องพักการแข่งขันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากเกิดการแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ไม่นานมานี้รัฐบาลของสหราชอาณาจักรอนุมัติให้ พรีเมียร์ลีก กลับมาเตะกันได้แล้ว ขณะที่บรรดาทีมในลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีก็กลับมาซ้อมแบบให้นักเตะซ้อมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ไปบ้างแล้ว

    สำหรับวันพุธที่ 27 พฤษภาคมนี้นั้น เหล่าสโมสรใน พรีเมียร์ลีก จะโหวตกันว่าจะให้นักเตะซ้อมแบบโดนตัวกันได้รึเปล่า ตามแผนงานในมาตรการขั้นสองของ โปรเจ็กต์ รีสตาร์ต แล้วในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคมนี้ ก็จะหารือเรื่องรายละเอียดอื่นๆ ของโปรเจ็กต์กันต่อ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องที่ว่าจะให้ฤดูกาลนี้มีบทสรุปแบบไหน

    ทั้งนี้ สกายสปอร์ตส์ บอกว่าสโมสรส่วนใหญ่จะสนับสนุนมาตรการขั้นสองของ โปรเจ็กต์ รีสตาร์ต และนั่นก็อาจจะทำให้ พรีเมียร์ลีก ผลักดันแผนขั้นสุดท้ายของ โปรเจ็กต์ รีสตาร์ต ได้ต่อไป โดยแผนขั้นสุดท้ายมีอย่าางเช่นโปรแกรมการแข่งขัน และวันที่จะกลับมาเตะกัน ซึ่งตอนนี้วันที่มีการเล็งเอาไว้คือวันที่ 19 มิถุนายน แต่บางสโมสรอยากให้มันกลับมาเตะกันวันที่ 26 มิถุนายนมากกว่า

    ขณะเดียวกัน เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดีบอกว่าเกมแรกของการกลับมาเตะกันอาจจะเป็นนัดที่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องเปิดรัง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม เจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วย ซึ่งมันจะเป็นเกมที่สำคัญต่อการชิงโควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของทั้งคู่

 

ธีราทร บุญมาทัน : นักเตะผู้คู่ควรกับคำว่า ‘สุภาพบุรุษลูกหนัง’

ในเกมการแข่งขันที่ไม่อาจคาดเดาได้ ไม่เว้นแม้แต่กับกีฬาชื่อ ‘ฟุตบอล’ สิ่งที่จะตามมานั้น นักเตะในทีมต้องรับผิดชอบร่วมกันกับทุกผลสกอร์ ซึ่งถ้าเป็นไปอย่างที่หวังเอาไว้ แน่นอนว่า ใครออกมาพูดอะไรก็คงดูดีไปหมด ในฐานะของผู้ชนะ
      แต่ถ้าต้องพบเจอกับวันที่ไม่เป็นใจ บางที อาจไม่มีนักเตะสักคนอยากพูดอะไรเลย เพราะการรีบกลับไปก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อม เพื่อให้เกมการแข่งขันในครั้งหน้าออกมาตามเป้า น่าจะดีกว่าการพูดถึงเกมซึ่งไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก

     และการออกมาพูดขอโทษก็ไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลเคยร้องขอ เพราะเข้าใจดีว่า พวกเขาคงตั้งใจเล่นกันเต็มที่และดีที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ในฐานะของนักเตะทีมชาติ ผู้ที่แบกความคาดหวังของแฟนฟุตบอล และชื่อเสียงของประเทศชาติไว้บนอก

     การแสดงความรับผิดชอบต่อแฟนบอลที่ตามลุ้นตามเชียร์พวกเขา ตั้งแต่ช่วงวินาทีแรกของการแข่งขันกระทั่งเกมจบลง คือสิ่งที่พวกเขา ต้องการสื่อสารให้แฟนบอลได้รับรู้ เหมือนกับ ‘อุ้ม’ ธีราทร บุญมาทัน ในเกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก

     ซึ่งออกไปเยือน ทีมชาติเวียดนาม ณ สนาม มีดินห์ สเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 19 พ.ย. พ.ศ. 2562 และผลจบลงที่สกอร์ 0-0 การแข่งขันในวันนั้น เป็นเกมสำคัญที่ทีมชาติไทยต้องการผลชนะ เพื่อไต่อันดับกลับไปอยู่บนหัวตารางของกลุ่มจีให้ได้

     รูปเกม เป็นไปอย่างสูสี แข้งช้างศึกพยายามเปิดเกมรุกอย่างเต็มที่ ส่วนทีมดาวทองเน้นการตั้งรับ แล้วรอจังหวะสวนกลับ ในนาทีที่ 26 ทีมชาติไทย ได้ลูกจุดโทษ จากการที่ มานูเอล ทอมเบียร์ โดนดึงจนล้มลงไปในเขตโทษ ช่วงเปิดลูกเตะมุม

      และ ธีราทร บุญมาทัน คือผู้ที่ทำหน้าที่ยิงประตู เพื่อให้ทีมชาติไทยขึ้นนำตั้งแต่ช่วงต้นเกม และสร้างความได้เปรียบก่อน ทว่าน่าเสียดาย ‘ดัง วาน ลัม’ นายทวารทีมชาติเวียดนาม สามารถป้องกันได้แบบฉิวเฉียด ทำให้เกมกลับมา 0-0 ต่อไป

     หลังจากนั้น ทีมชาติไทย กับ ทีมชาติเวียดนาม ก็ยังคงเปิดเกมสู้กันอย่างต่อเนื่องตามสไตล์ของตัวเอง แต่เฉือนกันไม่ลง สกอร์ 0-0 ในวันนั้น ถือเป็นผลดีกับ ทีมชาติเวียดนาม ที่ยังไม่แพ้ใคร และทำให้พวกเขายังรั้งจ่าฝูงในกลุ่มจีต่อไปได้อีก

     ขณะที่ ทีมชาติไทย มีคะแนนรวมตาม ทีมชาติเวียดนาม อยู่ 3 คะแนน ซึ่งก็ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้นอีกจากเกมที่เหลือ บรรยากาศหลังเกม จึงดูซบเซาเล็กน้อย แม้จะดูไม่เสียหาย แต่แฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ รู้สึกเสียดายที่พลาด 3 คะแนนไป

    นักเตะทีมชาติไทยทุกคน แสดงสปิริต ด้วยการออกมาพูดขอโทษ ส่วน ธีราทร ขอแสดงความรู้สึกที่มากกว่านั้น เพื่อทีม แม้ว่าการยิงประตูในเกมเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะจะไม่ใช่หน้าที่ของเขาโดยตรง และผลที่ออกมา ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

     แต่ในฐานะพี่ใหญ่ และผู้ที่พลาดโอกาสไปหนึ่งครั้ง เขายินดีที่จะเป็นตัวแทนของรุ่นน้องที่อาจยังไม่พร้อมรับมือกับเรื่องนี้ โดยเขาโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัวกล่าวชื่นชมเพื่อนในทีมทุกคน และสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาขอรับไว้คนเดียว

    “ทุกคนทำเต็มที่มากๆ ผิดที่ผมเองที่ยิงไม่เข้า มาลงที่ผมคนเดียววันนี้ ขอโทษด้วยสำหรับทีมชาติไทย” เขาได้ประกาศไว้ และต่อมา นักเตะหลายคน ก็เข้ามาแสดงความรับผิดชอบร่วมกับเขาบนโลกโซเชียล พร้อมผู้คนซึ่งแห่เข้ามาให้กำลังใจ

    จนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งสปิริตและจิตวิญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่กลับคืนมาสู่ทีมชาติไทยอย่างสวยงาม ซึ่งเริ่มต้นจาก ‘ธีราทร บุญมาทัน’ ที่ได้เปลี่ยนสีหน้าแห่งความผิดหวังของทุกคนสู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ที่ต้องดีกว่าขึ้นเดิม

    สมกับที่เขาเคยได้รับหน้าที่กัปตันทีมชาติ และถูกยกย่อง ให้เป็น ‘สุภาพบุรุษลูกหนัง’ อีกคนหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย

รถแห่เตรียมให้พร้อม!เปิดเงื่อนไขลิเวอร์พูลฉลองแชมป์ทันทีวีกแรกที่รีสตาร์ท

งานนี้สาวก "เดอะ ค็อป" อาจได้ฉลองทันทีตั้งแต่วีกแรกของการรีสตาร์ทซีซั่น เพราะ ลิเวอร์พูล สามารถการันตีตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เลย หากทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขสองข้อ

     "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล สามารถการันตีตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019/20 ได้ทันที ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการรีสตาร์ทซีซั่น ถ้าหาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเตะก่อน บุกไปแพ้ อาร์เซน่อล และพวกเขาบุกไปเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ได้

     ทาง พรีเมียร์ลีก คอนเฟิร์มแล้วว่า การแข่งขันฤดูกาลนี้ จะเริ่มกลับมาฟาดแข้งกันต่อในวันพุธที่ 17 มิถุนายน ซึ่งมีแข่งขันสองคู่ (เป็นเกมตกค้าง) โดยเป็นคู่ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ อาร์เซน่อล และ แอสตัน วิลล่า พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด

    สำหรับเกมบิ๊กแมตช์ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม นั้น ถ้าหาก "เรือใบสีฟ้า" ปราชัยให้กับ "ไอ้ปืนใหญ่" คาบ้านตัวเอง พวกเขาก็เตรียมตัวยื่นถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก ให้กับ ลิเวอร์พูล ได้เลย เพราะนั่นจะทำให้ "หงส์แดง" สามารถการันตีแชมป์ทันที หากช่วงสุดสัปดาห์ (เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน) พวกเขาบุกไปเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ที่ กูดิสัน พาร์ค ได้ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า ลิเวอร์พูล มีโอกาสได้ฉลองแชมป์ที่บ้านของทีมคู่ปรับร่วมเมืองเลยทีเดียว

    ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล รั้งตำแหน่งจ่าฝูงในตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก โดยมี 82 แต้ม จาก 29 นัด ทิ้งห่าง แมนฯ ซิตี้ (ลงเตะ 28 นัด) ที่รั้งอันดับสอง 25 แต้ม ดังนั้นหากทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขสองข้อที่ว่าไว้ข้างต้น "หงส์แดง" จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีทันที เนื่องจากคะแนนจะทิ้งขาดเรียบร้อย โดย "เรือใบสีฟ้า" ไม่มีทางไล่ตามทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทัน สำหรับช่องว่าง 28 แต้ม (85 กับ 57 แต้ม) กับโปรแกรมที่เหลืออีก 9 นัด  เพราะเต็มที่ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะเก็บเพิ่มได้แค่ 27 แต้ม หากคว้าชัยได้ทุกเกมที่เหลือ

3 แข้งที่ คล็อปป์ สามารถยกระดับฝีเท้าเก่งขั้นเทพหากนักเตะย้ายซบ ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล วางแผนที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมในช่วงเวลานี้ โดยพวกเขาเล็งที่จะควักกระเป๋าเพื่อเสริมทัพเมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิดตัว แน่นอนว่ามีนักเตะหลายคนที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ สนใจที่จะดึงมาร่วมสังกัด เพื่อยกระดับความโหดให้กับ "หงส์แดง" ในซีซั่นใหม่

เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา "เดอะ เร้ดส์" ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากนักในการเสริมทัพ โดยพวกเขาได้ตัว อาเดรียน นายทวารมากประสบการณ์มาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว ขณะเดียวกันก็ใช้เงินในการซื้อ ทาคูมิ มินามิโนะ เพลย์เมกเกอร์ชาวญี่ปุ่น จาก เร้ดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก เพียงแค่ 7.25 ล้านปอนด์ (ราว 275.5 ล้านบาท) เมื่อเดือนมกราคม

จะว่าไปแล้ว คล็อปป์ ก็เป็นหนึ่งในกุนซือที่สามารถเค้นฟอร์มเก่งของลูกทีมออกมาได้หลายต่อหลายคน ดูได้จากผลงานของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นต้น

 แน่นอนว่านักเตะที่ได้รับการปลุกปั้นจากมันสมองของ คล็อปป์ ประสบความสำเร็จมากมาย และงานนี้ "เดลี่ สตาร์" เชื่อว่าหากผู้เล่น 3 คนที่ "หงส์แดง" เล็งที่จะดึงมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์นี้ ก็มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์หากได้รับการบ่มเพาะศาสตร์ลูกหนังจาก กุนซือหน้าเปื้อนยิ้ม
 
1. อดาม่า ตราโอเร่

ปีกหุ่นนักกล้ามจากวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ เป็นที่หมายปองของ คล็อปป์ อย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่นักเตะโชว์ฟอร์มเฉิดฉายในแมตช์ที่นำทัพ "หมาป่า" ปะทะ "หงส์แดง" ทั้ง 2 เกมในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

 อดีตเทรนเนอร์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต้องเจอกับงานยากลำบากในการวางแผนจัดการกับ ดาวเตะชาวสแปนิช ไม่เชื่อลองไปถาม โรเบิร์ตสัน ได้เลยว่าต้องเจอกับงานหินชนิดแทบอ้วกแตกขนาดไหนในการรับมือกับ ตราโอเร่

ต้องยอมรับว่า อดีตดาวเตะ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ดูเหมือนเขาจะพบกับฟอร์มการเล่นที่เหมาะกับตัวเองในเกมลูกหนังเมืองผู้ดี แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเริ่มต้นไม่ค่อยโสภาสถาพรกับ มิดเดิลสโบรช์ ก็ตามที

 อย่างไรก็ตามผลงานกับ วูล์ฟส์ ในซีซั่นนี้บอกเลยว่าเตะตาโดนใจ คล็อปป์ สุดๆ โดยเขาซัดไปแล้ว 4 ประตู กับ 7 แอสซิสต์ ในเกมลีกซีซั่นนี้ แต่เชื่อได้เลยว่าหาก แข้งกล้ามโตวัย 24 ปี ย้ายมาสวมเครื่องแบบ "หงส์แดง" งานนี้สถิติต่างๆ ในเกมรุกของเขาจะเพิ่มขึ้นแบบเขย่งก้าวกระโดดแน่นอน

2.ดีเอโก้ คาร์ลอส

สำหรับดาวเตะชาวบราซิเลียนรายนี้ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ เซบีย่า โดยเขาช่วยให้ต้นสังกัดรั้งอันดับ 3 ในตารางศึกลา ลีกา และแน่นอนว่าด้วยฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งของ ดีเอโก้ คาร์ลอส เป็นจุดที่ คล็อปป์ ต้องการดึงมาร่วมทีมอย่างมาก

 คาร์ลอส ต้องระหกระเหินกับการเล่นหลากหลายสโมสรทั้งในประเทศฝรั่งเศส และโปรตุเกส แต่สิ่งนี้ช่วยฟูมฟักฝีเท้าของเขา และสามารถระเบิดฟอร์มที่แข็งแกร่งเมื่อได้รับโอกาสมาเล่นให้กับ เซบีย่า เมื่อปี 2019

ผลงานของ กองหลังวัย 27 ปีรายนี้จะยิ่งโดดเด่นมากขึ้นหากได้ กุนซือเลือดด๊อทย์ช คอยทำหน้าที่แนะนำแนวทางเจ๋งๆ ให้กับเขา รวมไปถึงการที่ คาร์ลอส จะได้เล่นร่วมกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ยิ่งทำให้เขามีโอกาสพัฒนาศักยภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

 ที่สำคัญหากมองแนวรับของ ลิเวอร์พูล ที่นอกจาก ฟาน ไดค์ แล้วก็มีแค่ โฌเอล มาติป, เดยัน ลอฟเรน และ โจ โกเมซ ฉะนั้นหาก คล็อปป์ ได้ คาร์ลอส มาจับคู่กับ ปราการหลังชาวดัตช์ บางทีนี่อาจจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ ครองอำนาจในพรีเมียร์ลีกได้อีกหลายปีก็ได้
 
3.มิลอต ราชิซ่า

ไม่มีใครปฏิเสธว่า  มิลอต ราชิซ่า กองกลางแวร์เดอร์ เบรเมน ทำผลงานส่วนตัวได้อย่างโดดเด่นกับสโมสร และเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ ลิเวอร์พูล กาหัวเอาไว้ว่าอยากได้มาเสริมแกร่ง และเชื่อว่าหากนักเตะมาเล่นให้กับ คล็อปป์ คงจะพัฒนาฝีเท้ามากยิ่งกว่านี้

 แม้ว่าผลงานของทัพ "นกนางนวล" จะดำดิ่งเรียดดินในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ฤดูกาลนี้ เพราะพวกเขารั้งอันดับรองบ๊วยสุ่มเสี่ยงที่จะตกชั้นมากๆ แต่สำหรับฟอร์มการเล่นส่วนตัวของ ราชิซ่า สวนทางกับฟอร์มของต้นสังกัดอย่างเห็นได้ชัด

 ดาวเตะวัย 23 ปี เป็นผู้เล่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ พร้อมกับทักษะและเทคนิคในการครองบอลที่สุดยอด และพรสวรรค์ชั้นยอดของเขาค่อยๆ ผลิดอกออกผลทั้งการยิงประตู และการแอสซิสต์ให้กับ เบรเมน และทีมชาติโคโซโว

ราชิซ่า ตะบันไปแล้ว 10 ประตู กับ 5 แอสซิสต์จากการเล่นทุกรายการให้กับ เบรเมน ซึ่งลองคิดดูก็แล้วกันว่าต้นสังกัดฟอร์มย่ำแย่ แต่นักเตะสามารถโชว์ฟอร์มได้ขนาดนี้ ฉะนั้นหากเขามีโอกาสได้ย้ายมาทำงานร่วมกับ คล็อปป์ แน่นอนว่า คล็อปป์ จะรีดศักยภาพชั้นยอดของนักเตะออกมาจนกลายเป็นห้องเครื่องสำคัญของ "หงส์แดง" ชัวร์

 สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาขาดนักเตะจอมสร้างสรรค์เกมไปในฤดูกาลนี้ และมีความเป็นไปได้ว่าหาก ดาวเตะทีมชาติโคโซโว ได้ คล็อปป์ ช่วยฝึกปรือฝีเท้า ดีไม่ดีเขาอาจจะทำผลงานได้สุดยอดเหมือนที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ สร้างเอาไว้กับทีมก็ได้

 แม้บางคนอาจบอกว่าเป็นการอวย คล็อปป์ เกินไปหรือเปล่า แต่จากผลงานที่เขาสร้างเอาไว้กับ ดอร์ทมุนด์ และปัจจุบันกับ ลิเวอร์พูล คงเป็นเครื่องหมายการันตีว่า กุนซือเลือดด๊อยท์ช คือหนึ่งในโค้ชที่เค้นศักยภาพของนักเตะออกมาได้เต็มสูบจริงๆ

ฮุบนิวคาสเซิ่ลสะดุด!กลุ่มทุนซาอุฯโดนแฉทำเรื่องผิดกฎหมาย

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ระบุ องค์การการค้าโลก บอกว่า ซาอุดิอาระเบีย คือผู้อยู่เบื้องหลังของสื่อที่สตรีมรายการกีฬาแบบสดๆ ผิดกฎหมาย อย่างเช่นการแข่ง พรีเมียร์ลีก ทำให้การฮุบ นิวคาสเซิ่ล ของกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียเจอปัญหาครั้งใหญ่
    กลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียเจอปัญหาใหม่ในภารกิจเทคโอเวอร์ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ฟ้องว่าซาอุดิอาระเบียมีส่วนกับการละเมิดลิขสิทธิ์การถ่ายทอดรายการกีฬาต่างๆ ในย่านตะวันออกกลาง ซึ่งนั่นรวมถึงเกม พรีเมียร์ลีก ด้วย ตามการเปิดเผยของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

    นิวคาสเซิ่ล ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวเจ้าของทีมตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียซึ่งนำโดยเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งประเทศซาอุดิอาระเบีย พยายามที่จะเข้าเทคโอเวอร์ทีม โดยพวกเขาพร้อมให้ข้อเสนอเป็นมูลค่าสูงถึง 300 ล้านปอนด์ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ปัญหาหลักที่ทำให้ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าดีลนี้จะลุล่วงรึเปล่าคือการที่หลายฝ่ายมองว่าราชวงศ์ของซาอุดิอาระเบียเคยมีข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายหน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการตั้งข้อสงสัยว่ามกุฎราชกุมาร บิน ซัลมาน ทรงสั่งให้สังหาร จามาล คาชูจกิ นักข่าวรายหนึ่งที่มักจะวิจารณ์รัฐบาลซาอุดิอาระเบียอย่างหนัก แต่ก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวลือว่าคนใหญ่คนโตของ พรีเมียร์ลีก ไม่มีปัญหาอะไร และพร้อมจะอนุมัติดีลนี้ เหลือเพียงรอการลงนามอย่างเป็นทางการเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ดับเบิ้ลยูทีโอ แฉว่า ซาอุดิอาระเบีย คือผู้อยู่เบื้องหลังของ beoutQ สื่อที่ทำการสตรีมสดการแข่งกีฬารายการต่างๆ บนโลกออนไลน์แบบผิดกฎหมาย โดยที่ ดับเบิ้ลยูทีโอ เตรียมจะเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มียาวระดับ 130 หน้า ภายในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ด้วย

    สำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากๆ และมันก็อาจจะทำให้บรรดาคนใหญ่คนโตของ พรีเมียร์ลึก อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากว่าจะทำยบังไงต่อไป โดยที่จริงก่อนหน้านี้ทั้ง พรีเมียร์ลีก, ลา ลีกา, สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ต่างก็เคยพยายามฟ้องร้อง beoutQ จากข้อหาการละเมิดลิขสิทธิ์มาตลอด แต่มันไม่มีบริษัทกฎหมายในประเทศซาอุดิอาระเบียรับทำคดีเลย ทั้งที่มีการติดต่อไปถึง 9 บริษัท จนสุดท้ายต้องให้ ดับเบิ้ลยูทีโอ มาลุยเอง

คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ยก ลิเวอร์พูล ผลงานโหดจัดเพราะ เจอร์เก้น คล็อปป์

      คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าพรสวรรค์สูงของเปแอสเช และทีมชาติฝรั่งเศส ออกมายกย่อง เจอร์เก้น คล็อปป์ ว่าเป็นกุนซือที่ฝีมือฉมังสุด ๆ หลังสามารถทำให้ ลิเวอร์พูล ฟื้นคืนชีพจากการเป็นยักษ์หลับ กลับมาเป็นขาใหญ่ของยุโรปได้สำเร็จ จากรายงานของ liverpoolecho.co.uk เมื่อ 27 พฤษภาคม 2563

        หลังจากเข้ามาคุม ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2016 ทางด้าน เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ค่อย ๆ ปรับให้ทีม หงส์แดง มีศักยภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ตามด้วยแชมป์รายการใหญ่ ๆ อย่าง ซูเปอร์คัพ และ แชมป์สโมสรโลก แถมในฤดูกาลนี้ก็ต้องการอีกเพียง 6 คะแนนก็จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้อีกด้วย

        คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เผยว่า "ในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล โหดมากนะ พวกเขาทำงานกันอย่างกับเครื่องจักรเลย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเอาชนะคู่แข่งแต่ละทีมได้ไม่ยากเลย แต่จริง ๆ แล้วพวกเรารู้ดีว่าชัยชนะในแต่ละเกมมันไม่เคยง่ายเลย"

        "แต่ผมรู้ว่าที่ ลิเวอร์พูล โหดขนาดนี้เป็นเพราะว่าผู้จัดการทีมของพวกเขาไงล่ะ เจอร์เก้น คล็อปป์ เก่งมาก ๆ พวกเขาซ้อมกันแบบเอาเป็นเอาได้ มันเลยทำให้ผลงานของพวกเขาออกมาในแบบที่ใครยากจะเลียนแบบ"

        ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ออกมายกย่อง ลิเวอร์พูล ผ่านสื่อ โดยก่อนหน้านี้เขาก็เคยพูดว่า ชื่นชอบ พรีเมียร์ลีก และลิเวอร์พูล คือทีมที่ดีที่สุด